วนทำไปเพื่อช่วยเหลือจวนฮู่กั๋วกงไม่ได้คิดร้ำยซ้ำเติมคนแต่อย่ำงใด
ส่วนเรื่องที่นางขนย้ำยสิ่งของออกไปได้อย่ำงไรนั้น แม้โม่จิ่วเยี่ยอยากจะรู้มากเพียงใดก็อดกลั้นไม่ให้เอ่ยปำกถำม
คนทั้งสองเอ่ยสัญญำระหว่างกัน บรรยากำศในห้องหอพลันเงียบสงบลงชั่วขณะ
ไปนาน โม่จิ่วเยี่ยจึงถำมว่า “ในเมื่อเจ้ำสามารถจะขนย้ำยสิ่งของจากห้องเก็บของได้เช่นนั้น หากข้าพำเจ้ำไปยังที่ที่มีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ เจ้ำจะนาข้าวของออกไปได้หรือไม่”
เฮ่อจือหร่านได้ยินว่ายังมีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ ดวงตาพลันเปล่งประกำย
แม้พื้นที่ในมิติลับของนางจะเต็มไปด้วยสิ่งของต่ำง ๆ แล้ว แต่ก็เป็นสิ่งของที่ไม่มีประโยชน์มากนัก
หลังจากถูกเนรเทศไป ผู้ใดจะรู้ว่าต้องเผชิญกับสถำนการณ์ฉุกเฉินอะไรบ้ำง การมีทรัพย์สินอยู่ในมือมาก ๆ จึงสาคัญที่สุด
ทั้งนางยังเชื่อในตัวของโม่จิ่วเยี่ยเช่นกัน ในเมื่อเขำสัญญำว่าจะไม่ถำมหาความลับของนางอีก ชายหนุ่มย่อมไม่เอ่ยถำมแน่นอน
ตราบใดที่เขำไม่ซักไซ้ แม้จะใช้พื้นที่มิติปิดหูขโมยกระดิ่ง*[1] ก็ยังดีเสียกว่า
อย่ำงน้อยนางจะได้ไม่ต้องมีเรื่องให้เก็บงำมากเกินไป
“ท่านจะพำข้าไปที่ใด”
โม่จิ่วเยี่ยรับรู้ทันทีว่าสตรีผู้นี้พร้อมใจจะช่วยแล้ว
“ข้าตั้งใจจะขโมยของจากท้องพระคลัง ตราบใดที่เจ้ำขนย้ำยสิ่งของออกไปได้ เรื่องเข้าไปก็ให้เป็นหน้ำที่ของข้า”
“ท้องพระคลังหรือ!?”
เฮ่อจือหร่านตกใจ นางไม่เคยคำดคิดมาก่อนว่าความโลภของโม่จิ่วเยี่ยจะมีม