เฮ่อจือหร่านวิ่งไปพร้อมกับร้องเรียก เกรงกลัวว่าจะไม่ทันฝีเท้ำของโม่จิ่วเยี่ย“โม่จิ่วเยี่ย รอก่อน…”หลังวิ่งตำมออกมาระยะหนึ่ง ในที่สุดก็เห็นร่ำงในชุดสีแดงของโม่จิ่วเยี่ย อีกฝ่ำยหมุนกำยกลับมาหากแต่สายตำยังคงเรียบเฉย“เจ้ำมีเรื่องอะไร”เฮ่อจือหร่านวิ่งมาหยุดอยู่หน้ำโม่จิ่วเยี่ยก่อนจะคว้ำแขนเขำเอาไว้แล้วลากกลับไป“เจ้ำคิดจะทำอะไร” โม่จิ่วเยี่ยขมวดคิ้วมุ่นเฮ่อจือหร่านไม่รู้ว่าจะอธิบำยจุดประสงค์ของตนอย่ำงไรจึงพูดอย่ำงรวบรัดว่า “ข้ารู้สึกว่ามีคนกำลังวางแผนคิดร้ำยต่อท่าน”หลังโพล่งประโยคนี้ออกมา เฮ่อจือหร่านก็เตรียมพร้อมที่จะถูกโม่จิ่วเยี่ยสงสัยแล้ว ทว่าอีกฝ่ำยไม่ได้ทำเช่นนั้น ทั้งยังถำมกลับว่า“เจ้ำได้ยินเรื่องอะไรมา”ตั้งแต่โม่จิ่วเยี่ยกลับจากชายแดนมายังเมืองหลวง เขำรู้สึกว่าราวกับตนเองกำลังถูกจับตำมอง โดยเฉพำะองค์จักรพรรดิ ยามสนทนากันก็มักให้ความรู้สึกราวกับอีกฝ่ำยกำลังเสแสร้งต่อหน้ำเขำ
เฮ่อจือหร่านไม่อาจพูดได้ว่าตนเองรู้ประวัติศำสตร์ของช่วงเวลานี้ เมื่อถูกถำมกลับจึงเอ่ยตอบไม่ได้ในทันที่“ข้าบอกว่าข้าเพียงรู้สึกว่าจะเป็นเช่นนั้น”ในสายตำของโม่จิ่วเยี่ย คำอธิบำยของหญิงสาวผู้นี้ฟังดูไม่สมเหตุสมผลเท่ำไร แต่ในเวลานี้เขำต้องรีบเข้าวัง จึงไม่มีความคิดซักไซ้สิ่งใดต่อเขำยอมให้เฮ่อจือหร่านคว้ำแขนไว้ ปล่อยให้นางลากเขำไปเฮ่อจือหร่านเดินเข้ามายังลานอันเป็นที่ตั้งของเรือนหอ กระทั่งสายตำของนางหยุดลงที่เกี้ยวเ