ย่ฮวาเหล่ตามองชิงฮว่าซางอย่างเงียบๆ ถ้าให้พูดตามตรงเขาเองก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกชอบความสันโดดและไม่คิดจะสุงสิงกับใคร ทว่าเขาก็แอบรู้สึกว่าบางครั้งเธอก็เหมือนจะพยายามกลมกลืนกับพวกเขา แต่ในเวลาเดียวกันเธอก็จงใจที่จะหลบพวกเขาเช่นกัน ยากเกินกว่าที่จะเข้าใจได้จริงๆพวกเขากลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ชิงฮว่าซางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ จนเผยให้เห็นลำคอยาวระหงสีขาวนวลดุจดั่งหิมะ หลังจากนั้นเธอก็พูดกับเขาด้วยน้าเสียงที่แผ่วเบา “ขอบใจนะ”เย่ฮวาหน้าเหวอจนต้องรีบยกมือมาเกาท้ายทอยแก้เขิน “ไม่ต้องขอบใจหรอก มันเป็นสิ่งที่ฉันควรทำอยู่แล้ว…”“เย่เย่น้อยระวังหน่อยสิ หนามบนเกราะเหล็กของนายแทงฉันแล้วเนี่ย” พี่หน่ายโค้งตัวไปด้านหน้าพร้อมกับบ่นพึมพำมุมปากของเย่ฮวากระตุกขึ้น “ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้เธอคงบิดตัวไปมาไม่หยุด”“ชิ! ฉันก็แค่อยากจะสานสัมพันธ์ของเราให้เพิ่มมากขึ้นก็เท่านั้นเอง”“ถ้าเธอยังทำแบบนี้อีกฉันจะตะโกนแหกปากเรียกคนให้มาช่วยแล้วนะ!”พี่หน่ายหันมายิ้มด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “เรียกสิ~ ต่อให้นายแหกปากจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยนายหรอกนะ”“แหกปากจนคอแตก~ แหกปากจนคอแตก~”เยว่เอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ หัวเราะออกมาด้วยท่าทางร่าเริงราวกับดอกไม้ที่กำลังเล่นอยู่ท่ามกลางสายฝน “พวกเธอสองคนพอได้แล้ว ช่วยจริงจังหน่อยเถอะ~”ระหว่างทางพวกเขายังคงพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานจนทำลายบรรยากาศอึมครึมได้เป็นอย่างดี การเดินทางไปเป็น