ลมเบาๆ ท่ามกลางยามราตรีในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงทำให้รู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่พัดผ่านร่าง เย่ฮวานั่งพิงผนักพิงของวีลแชร์ขณะแหงนหน้ามองดวงดาราที่อยู่บนฟากฟ้า วิวช่วงกลางคืนช่างเงียบสงบไร้ซึ่งแมลงรบกวน จึงทำให้บรรยากาศแตกต่างไปจากช่วงกลางวันอย่างสิ้นเชิงมู่จื่อหานนั่งอยู่บนเก้าอี้ชิงช้าและแกว่งขาขาวๆ ของเธอไปมา เธอแหงนหน้ามองวิวยามค่าคืนและชื่นชมความงามไปพร้อมกับเย่ฮวา หลังจากนั่งมองท้องฟ้ายามราตรีอยู่ครู่หนึ่งเธอก็หันมามองเย่ฮวาแล้วเอ่ยถามว่า “เย่ฮวานายกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ?”เย่ฮวาถอนหายใจออกมาพลันกระตุกยิ้มน้อยๆ “บางทีการที่พวกเราได้เจอกันคงเป็นเรื่องของโชคชะตาสินะฉันกำลังคิดว่าหลังจากนี้ถ้าหากหลิงเกิงปิดเซิร์ฟเวอร์ไปจะมีสักกี่คนที่จะพลาดโอกาสได้เจอโชคชะตาของตัวเองเหมือนกับพวกเรา”มู่จื่อหานเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่ฮวาก่อนจะคุกเข่าลงข้างหน้าเขา เธอใช้มือเล็กๆ จับหลังมือของเย่ฮวาเบาๆแล้วใช้สายตาที่งดงามของเธอมองมาด้วยรอยยิ้ม “นายนี่ชอบคิดมากอยู่เรื่อยเลยนะ ถ้าหากมีโชคชะตาอย่างที่นายพูดจริงๆ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นสุดท้ายก็ต้องได้เจอกันอยู่ดี ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว พวกเราก็แค่เดินตามเส้นทางที่โชคชะตาขีดไว้ก็พอแล้วล่ะ”“เดินตามทางของโชคชะตา…”เย่ฮวาพึมพำกับตัวเอง หรือว่าโชคชะตาจะขโมยเสี่ยวหยู่ให้ไปจากเขางั้นเหรอ? การที่เขาได้มาเจอกับมู่จื่อหานเช่นนี้ หมายความว่าเสี่ยวหยู่เป็