งซูเหวินก็คงจะสร้างปัญหาให้นางเช่นเดิม
นอกจากนี้นี่ยังไม่ใช่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงหมั่นโถวนึ่ง
จางซิ่วเอ๋อไม่อาจกล้ำกลืนลมหายใจแห่งความอัปยศอดสูนี้ได้
ดวงตาของเฝิงซูเหวินกะพริบเล็กน้อยเมื่อได้ยินจางซิ่วเอ๋อกล่าวถึงเนี่ยเฟิ่งหลิน
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็กล่าวต่ออย่างยืนกราน “จางซิ่วเอ๋อ ข้าแนะนำว่าอย่าได้เสแสร้งเล่นละครมากเกินไปนัก! คุณหนูรองของข้าจะไปสนิทสนมกับคนเช่นเจ้าได้อย่างไร?”
จางซิ่วเอ๋อกล่าวเย้ยหยัน “เจ้าคนอวดดี! หากเจ้าไม่เชื่อข้า! ก็มานี่สิ! อย่างนั้นก็เข้ามา! เอาป้ายวิญญาณนี้ไป แล้วทำลายมันเสีย! ถึงอย่างไรตระกูลก็คงไม่ถือสา ฮูหยินเนี่ยคงไม่มานั่งสนใจป้ายวิญญาณในมือของข้าที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต…”
เมื่อกล่าวจบ จางซิ่วเอ๋อก้าวไปด้านหน้าสองสามข้าว พร้อมกล่าวกับเฝิงซูเหวินอย่างจริงจัง “ข้าแนะนำให้เจ้าคิดถึงผลของการกระทำสักนิด! นายน้อยอายุสั้นของเจ้าที่เคยได้ยินมาน่ะ ไม่มีแม้แต่นางบำเรอ มีแค่ภรรยาเช่นข้า หากไม่มีใครในตระกูลเนี่ยจดจำข้าได้… ในตอนนั้น… เขาก็คงเป็นได้แค่ผีขี้เหงาอยู่ในวังนรก…”
“เจ้าลองตรองดู นายท่านเนี่ยในบ้านของเจ้า และคุณหนูรองเนี่ยของเจ้าจะยอมให้เกิดเรื่อง