ด้วยต้องควบคุมทั้งความร้อนและเวลา
จางซิ่วเอ๋อต้องลองด้วยตัวเอง
แต่โชคดีที่จางซิ่วเอ๋อไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำหมูพะโล้ นางแค่อยากจะลองทําให้มันอร่อยก็เท่านั้น
หัวหมูนั้นราคาไม่แพง หัวหมูหนึ่งหัวมีน้ำหนัก 20 ชั่ง และหัวหมูยังมีกระดูกมาก อีกทั้งจะแบ่งขายก็ทำยาก หากมีคนซื้อก็ต้องซื้อไปทั้งหมด
ทว่ามีคนเพียงน้อยนิดที่จะซื้อหัวหมู ดังนั้นราคาของหัวหมูเมื่อเทียบกับเนื้อหมูจึงไม่แพงมากนัก
เนื้อหมูมีราคา 10 เหรียญต่อ 1 ชั่ง ส่วนหัวหมูนี้ราคา 5 เหรียญต่อ 1 ชั่ง
หัวหมูหนัก 20 ชั่ง คิดเป็นราคา 100 เหรียญทองแดงเท่านั้น
แน่นอนว่าเหรียญทองแดงเหล่านี้ไม่มีค่าอันใดสำหรับจางซิ่วเอ๋อ ทว่าสำหรับผู้อื่นแล้วยังมีค่าอยู่มาก จางซิ่วเอ๋อเป็นลูกค้าประจำของคนขายเนื้อซุนแล้ว เมื่อเขาเห็นว่าจางซิ่วเอ๋อนั้นเป็นคนใจคอกว้างขวาง จึงได้มอบตับหมูให้แก่จางซิ่วเอ๋อด้วย
ตับหมูนี้หากปรุงไม่ดีอาจจะมีรสขมเล็กน้อยและขายได้ยาก
ทว่าจางซิ่วเอ๋อรู้สึกว่านี่เป็นของดี อีกทั้งยังถูกให้มาเปล่า ๆ ดังนั้นนางจึงขอบคุณคนขายเนื้อซุนและใส่ทุกอย่างลงในเกวียน
ในที่สุดจางซิ่วเอ๋อก็ไปที่ร้านสมุนไพรอีกครั้ง และซื้อเครื่องเทศที่นางยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์
เจ้าของโรงยาหุยชุนไม่รู้ว่าจางซิ่วเอ๋อซื้อสมุนไพรเหล่านี้มาปรุงเป็นเครื่องเทศ จึงเตือนจางซิ่วเอ๋อว่าอย่าใช้ยาสุ่มสี่สุ่มห้า
เมื่อขับเกวียนลากลับ จางชุนเถาดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
ขณะที่นั่งอยู่ใ