ูก็สามารถบอกได้ว่าครอบครัวของชายชราคนนั้นเป็นอย่างไร
ทว่าลาตัวนี้กลับถูกเลี้ยงจนขนเปล่งประกายเป็นเงางาม
จางซิ่วเอ๋อเดินเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนว่าลาตัวนี้จะสนใจใคร่รู้ในตัวของจางซิ่วเอ๋อเช่นกัน จึงอดไม่ได้ที่จะมองอีกหลาย ๆ ครั้ง
ชายชราผู้นั้นนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นโดยไม่กล่าวอะไรสักคํา ไม่รู้ว่าเขาคิดถึงเรื่องใด หรือมองไม่เห็นจางซิ่วเอ๋อกันแน่
“ท่านลุง ลาตัวนี้ของท่านขายหรือไม่?” จางซิ่วเอ๋อเอ่ยปากถาม
ผู้เฒ่าเก๋ออีเงยหน้าขึ้นมองไปยังจางซิ่วเอ๋อ แววตาของเขาไม่ปรากฏริ้วอารมณ์ใด ๆ ช่างเฉยชายิ่งนัก
บางทีเขาอาจคิดว่าจางซิ่วเอ๋อเป็นเพียงเด็กน้อยที่มาถาม นางคงไม่มีทางซื้อมันหรอก
จางซิ่วเอ๋อจึงเอ่ยถามอีกครั้ง “ลาตัวนี้ขายหรือไม่?”
ผู้เฒ่าเก๋ออีจึงกล่าวขึ้น “พวกเจ้ามากันแค่สองคนหรือ? ครอบครัวของพวกเจ้าล่ะ?”
จางซิ่วเอ๋อกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านลุง พวกข้ามีแค่สองคน ไม่ทราบว่าลาตัวนี้ขายอย่างไร?”
” 10 ตําลึง” ชายชรากล่าว
จางซิ่วเอ๋อลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้น “เหตุใดถึงแพงนักล่ะเจ้าคะ? ”
เพิ่มเงินอีกหน่อยก็ซื้อวัวได้แล้ว
ผู้เฒ่าเก๋ออีมองไปที่ลาของเขาด้วยสายตาซับซ้อนและกล่าวขึ้น “นี่นับว่าถูกมากแล้ว หากพวกเจ้าตั้งใจจะซื้อมันจริง ๆ ข้าก็จะมอบเกวียนนี้ให้พวกเจ้าด้วย”
หลังจากกล่าวเช่นนั้น ชายชราก็มองไปยังด้านหลังของตัวเอง
จางซิ่วเอ๋อมองตามสายตาของชายชราและเห็นเกวียนจอดอยู่ไม่ไกล เกวียนลามีขน