โมโห
แต่โมโหไปก็ทำอะไรไม่ได้
จางซิ่วเอ๋อถูกโยนเข้าไปในห้องเก็บฟืนของตระกูลเนี่ย นางยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าคนของตระกูลเนี่ยกำลังหาทางจัดการตัวเองอยู่
จางซิ่วเอ๋อคิดไปคิดมาก็อดตัวสั่นไม่ได้
ตระกูลเนี่ยคงไม่คิดจะขังตัวเองไว้ ให้ตัวเองต้องเฝ้าไอ้คนอายุสั้นนั่นไปตลอดชีวิตหรอกใช่ไหม?
ได้ข่าวว่าคนตระกูลใหญ่บางตระกูลจะทิ้งหญิงสาวที่สามีเสียชีวิตไว้บนเขา ให้ไปเป็นแม่ชี……
สรุปก็คือยิ่งคิดแล้วจางซิ่วเอ๋อยิ่งสังหรณ์ไม่ดี
จางซิ่วเอ๋ออยู่ในห้องเก็บฟืนแห่งนี้ได้ครึ่งชั่วยามก็มีคนเข้ามา พาจางซิ่วเอ๋อเดินไปยังลานแห่งหนึ่ง
หลังจากผ่านประตูมู่ลี่ไป แม่เฒ่าผู้นั้นก็ปล่อยตัวจางซิ่วเอ๋อและคำนับเบื้องบน “ฮูหยิน ข้าพาตัวนางมาให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ”
จางซิ่วเอ๋อเงยหน้า ก็เห็นว่าด้านหน้าตัวเองมีโต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้นุ่มอีกสอง
หนึ่งในเก้าอี้มีหญิงสาวอายุสามสิบต้น ๆ สวมเครื่องประดับปิ่นทองลูกปัดเต็มศีรษะนั่งอยู่
จางซิ่วเอ๋อเคยเจอฮูหยินเนี่ย แต่ตอนนั้นเห็นไม่ชัดเท่าใด พอตอนนี้ได้มองอย่างละเอียดแล้วก็อดอุทานในใจไม่ได้ หญิงสาวตระกูลใหญ่แตกต่างจากหญิงสาวในหมู่บ้านจริง ๆ
หญิงสาวในหมู่บ้านหากอายุเท่านี้แล้ว ดูแก่ชรากว่าหญิงสาวตรงหน้าคนนี้มาก
ฮูหยินเนี่ยจิบชา วางถ้วยชาลงก่อนจะเอ่ยปาก “จางซิ่วเอ๋อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเรียกตัวเจ้ามาวันนี้เพราะเหตุใด?”
น้ำเสียงของฮูหยินเนี่ยไม่แสดงอารมณ์ ฟังไม่ออกว่านางดีใจหรือโกรธเกรี้ยว