อนหลานคนหนึ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่ได้มาคนเดียว มีจ้าวเอ้อร์หลางและชุนเถาอยู่ด้วย
ถึงบัณฑิตจ้าวจะเป็นคนเคร่งในขนบธรรมเนียม แต่ยังไม่หัวโบราณขนาดที่หมดหนทางรักษา ไม่อย่างนั้นวันนี้ก็คงไม่มา
จางซิ่วเอ๋อวางกับข้าวไว้บนโต๊ะและเรียกให้พ่อลูกตระกูลจ้าวนั่งลง “รีบมานั่งเร็วเจ้าค่ะ เอ้อร์หลางเจ้าไปช่วยเก็บกวาดลานบ้านทำไม หญ้าที่ขึ้นรกในลานบ้านโดนเจ้าถอนจนไม่เหลือสักต้นแล้ว”
จางซิ่วเอ๋อนึกขำที่จ้าวเอ้อร์หลางจะหางานที่ตัวเองทำไหวทำตลอด จ้าวเอ้อร์หลางเป็นเด็กที่ซื่อจริง ๆ
กลัวเหลือเกินว่าคนอื่นจะไม่ให้งานเขาทำ
บัณฑิตจ้าวมองกับข้าวบนโต๊ะแล้วก็มีสารพัดความรู้สึกประเดประดังเข้ามาในใจ เขาไม่ได้กินอาหารดี ๆ มาเป็นปีแล้ว คิดไม่ถึงว่าจางซิ่วเอ๋อจะเอาอาหารดี ๆ แบบนี้มาให้พวกเขากิน
จางซิ่วเอ๋อตักข้าวให้ทุกคนคนละถ้วย ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ทุกคนอย่ามัวแต่ดู รีบกินเถอะเจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงจางซิ่วเอ๋อไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น นางชะงักไปเล็กน้อย ไม่น่าจะมีใครมาบ้านตัวเองนะ?
พอหันกลับไป จางซิ่วเอ๋อก็เห็นท่านหมอเมิ่งกำลังเดินมาทางนี้
ท่านหมอเมิ่งเห็นคนเต็มลานบ้านแล้วชะงักนิดหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าบัณฑิตจ้าวอยู่ด้วย สายตาเขาฉายแววฉงนเล็กน้อย
จางซิ่วเอ๋อเห็นว่าเป็นท่านหมอเมิ่งก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้มทันที “ข้าก็นึกว่าใคร? ที่แท้ก็ท่านอาเมิ่งนี่เอง! รีบเข้ามาเร็วเจ้าค่ะ! ท่านมาทันกินข้าวพอดี ชุนเถา ไปเอาถ้ว