หูมาป่วน ก็ทำให้รู้สึกไม่อิ่มหนำเท่าที่ควร จางซิ่วเอ๋อจึงคิดว่าจะต้มข้าวต้มกินด้วย
จางซานหยาจึงยอมยื่นขาหมูในมือให้จางซิ่วเอ๋อ แต่ท่าทางเชื่องช้ากว่าปกติไม่น้อย
จางซิ่วเอ๋อเห็นแล้วก็ปวดใจ จึงต้มน้ำให้จางซานหยาอาบน้ำก่อน แล้วซักเสื้อของจางซานหยาจนสะอาด โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน ตากไว้ข้างนอกคืนเดียว พรุ่งนี้ก็แห้งแล้ว
หลังจากที่เก็บกวาดจนเสร็จเรียบร้อย จางซิ่วเอ๋อก็พาทุกคนเข้าไปในตัวบ้าน
ตอนนี้นางเห็นว่าแม่โจวยังน้ำตาไหลอยู่ จึงเอ่ยเสียงนุ่ม “ท่านแม่ เลิกร้องไห้เถอะนะเจ้าคะ ท่านดูเสียหน่อยเถอะว่าซานหยาเป็นอะไรไป?”
แม่โจวได้ยินก็รีบหันไปมองซานหยา
ซานหยากำลังขดตัวอยู่ที่มุมเตียง ไม่ส่งเสียงใด ๆ เห็นแล้วน่าเป็นห่วงโดยแท้
อย่างไรเสียนางก็เป็นห่วงลูกสาวตัวเอง เวลานี้จึงไม่มัวมาเสียใจกับเรื่องของตัวเองแล้ว นางเช็ดน้ำตาแล้วขึ้นเตียงกอดจางซานหยาไว้ในอ้อมอก “ซานหยา ไม่ต้องกลัวนะ แม่อยู่นี่”
จางซานหยาปล่อยโฮออกมาทันใด พอนางร้องไห้ ทุกคนก็ใจคอไม่ดีกันหมด
จางซานหยาพูดตะกุกตะกัก “เนื้อยังกินไม่หมดตั้งเยอะ ฮือ…..ทั้งชีวิตนี้ข้ายังไม่เคยกินเนื้อที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย….ทำไมพ่อต้องล้มโต๊ะด้วย?”
จางซิ่วเอ๋อได้ฟังก็ลูบหัวจางซานหยา และปลอบเสียงอ่อนโยน “ซานหยาไม่ต้องเสียใจนะ เจ้าเพิ่งกี่ขวบเอง ยังนับเป็นทั้งชีวิตไม่ได้หรอก พี่รับรองว่าวันหน้าจะให้เจ้าได้กินของที่อร่อยกว่านี้อีก”
จางซานหยาร้องไห้สะอึกส