ยนฉีเองก็นับไม่ถ้วนว่าผ่านไปกี่วันกี่คืนราวกับต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ พยายามชดใช้ให้นางใต้แสงจันทร์ เสี่ยวเสวียนฉีนั่งอยู่ข้างเตียง กุมมือของนางแล้วจูบเบาๆ น้ำตาคลอเบ้า จ้องมองคนบนเตียง ราวกับมองเท่าไหร่ก็ไม่พอ“ขอโทษ” เขาหัวเราะเบาๆ พูดอย่างเย้ยหยันตัวเอง “ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดที่สุดเวลาข้าพูดคำนี้ แต่ครั้งนี้ ข้าต้องขอโทษเจ้าอีกครั้ง…”คำขอโทษนี้ดูเหมือนจะมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าแต่เสินจื่ออี้ที่หมดสติไปแล้วไม่ได้ยิน และไม่เข้าใจคนภายนอกที่เห็นภาพนี้ ต่างก็แดงช้ำไม่มีใครกล้ารบกวนพวกเขา ค่อยๆ ปิดประตูตำหนักอย่างเงียบๆหลังจากความวุ่นวายในพระราชวังของแคว้นเป่ยฉีหวางหนานฉวีเป็นผู้นำในการกวาดล้างกบฏที่เหลือองค์ชายสี่เสี่ยวเย่ปกป้องฮ่องเต้ในช่วงวิกฤต อีกทั้งเขาก็ถูกคนร้ายหลอก หลังจากนั้นฮองเฮายวนไม่ถือสาความผิดในอดีต อาจเป็นเพราะไม่ต้องการให้ความแค้นจากรุ่นสู่รุ่น นางช่วยพูดเพื่อเสี่ยวเย่ต่อหน้าฮ่องเต้ฉงหมิง ดังนั้นฮ่องเต้ฉงหมิงจึงไม่ลงโทษเขา แต่เสี่ยวเย่เองก็ไม่สบายใจ เขาส่งจดหมายให้ฮ่องเต้ฉงหมิงแล้วจากเมืองหลวงไปโดยลำพังพร้อมกับการจากไปของเสี่ยวเย่ คดีของตระกูลเสินก็ได้รับการล้างมลทินฮ่องเต้ฉงหมิงเขียนราชสาส์นฉบับหนึ่งด้วยตัวเอง ประกาศแก่ทั่วหล้า คืนความบริสุทธิ์ให้กับคนตระกูลเซินและนักอ่านทุกคนในตอนนั้นนับแต่นี้ แคว้นเป่ยฉีก็ถือว่าสงบสุขอย่างแท้จริง…หนึ่งเดือนต่อมาชายแดนตงตันเสินจ