ในค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเสินจั้นจำเสินจื่ออี้ได้ทันที ปฏิกิริยาของเขาเรียบเฉย ไม่ได้ตื่นเต้นอย่างที่เสินจื่ออี้จินตนาการไว้ตรงกันข้าม สายตาที่มองนาง กลับเย็นชายิ่งกว่าเดิมเสินจื่ออี้รู้สึกว่าท่าทีของพี่ชายที่มีต่อตนแปลกไปมากนางไม่ได้คิดมากนัก รีบก้าวเข้าไปพูดอย่างร้อนรน“พี่ใหญ่ มานี่ ข้าจะช่วยท่านออกไปเดี๋ยวนี้!”เสินจั้นไม่พูดอะไร ริมฝีปากที่ยังมีคราบเลือดเม้มแน่น เพียงแต่จ้องมองนางเย็นชาเช่นนั้นเมื่อเสินจื่ออี้ยื่นมือมา เขาก็ผลักมือที่กำลังจะปลดโซ่ตรวนออกไปทันที“เจ้ามาแสร้งทำเป็นใส่ใจทำไม ไปให้พ้น”ไม่ใช่นางกับเสี่ยวเย่ร่วมมือกัน ล่อให้ตนออกมาจากจวนองค์ชายสี่ แล้วเสี่ยวเย่จึงจับตัวเขามาที่นี่หรอกหรือ บัดนี้นางมาทำอะไรอีกเสินจื่ออี้ถูกเขาผลักจนเซ นางรู้มาตลอดว่าพี่ใหญ่มีอคติต่อนาง นางกัดริมฝีปากแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่ ข้ารู้ว่าท่านยังโกรธข้าอยู่ ท่านจะโกรธก็โกรธไปเถิด แต่คืนนี้ข้าจะต้องช่วยท่านออกไปให้ได้”คำพูดนี้เมื่อเข้าหูเสินจั้น กลับเหมือนเสินจื่ออี้กำลังยอมรับสีหน้าเสินจั้นหม่นหมองยิ่ง เขาผลักนางอีกครั้ง!“ไม่ต้องยุ่ง ผลที่ข้าเป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการหรอกหรือ! เสินจื่ออี้เฮอะ”เสียงหัวเราะเยาะเย็นชาของเขา ทำให้หัวใจเสินจื่ออี้สั่นสะท้านนางเพิ่งสังเกตว่าการพบกันครั้งนี้ เสินจั้นมีท่าทีเย็นชาเมินเฉยต่อนางยิ่งกว่าเดิมทั้งที่ครั้งก่อนเขายังยอมปรากฏตัวช่วยนาง ชัดเจนว่าความรังเกีย