ใครจะคิดล่ะว่า เยว่เมอยังไม่ทันเอ่ยปาก เพียงแค่เอ่ยถึงชื่อของเสินจื่ออี้ เสี่ยวเสวียนฉีก็ทำหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที ไม่มีใจจะฟังคำพูดที่เหลือของเขาเลย“คุณหนูใหญ่? คุณหนูใหญ่อะไรกัน เยว่เมอ คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก เจ้าเอ่ยถึงนางทำไม?”องค์ชายจะ ‘ลืม’ คุณหนูใหญ่ไปเลยหรือนี่เยว่เมอใจเต้นระส่ำ “พ่ะย่ะค่ะ…องค์ชาย…”เสี่ยวเสวียนฉีสีหน้านิ่งสงบ แล้วตัดบทเสียงเย็นอีกครั้ง“ออกไป ทูตต่างประเทศกำลังมาเมืองหลวง ข้ายังมีเรื่องให้จัดการอีกมาก ไม่อยากเสียเวลากับคนที่ไร้ความสำคัญพวกนี้!”“แต่ว่า!”“ไสหัวไป! พูดอีกคำเดียว เจ้าก็อย่าหวังจะได้ติดตามข้าอีก!”สายลมยามราตรีพัดโชย ในขณะที่เยว่เมอถอยออกจากวังหยูฮวาอีกด้านหนึ่ง เสินจื่ออี้เพิ่งนั่งรถม้ามาถึงจวนองค์ชายสี่เสี่ยวเย่มักอยู่ในค่ายทหารเสมอ จวนสำหรับเขาจริงๆ แล้วก็เป็นเพียงแค่สถานที่ไว้อวดเท่านั้นเหมือนที่เขาเคยบอกไว้ คนในจวนองค์ชายสี่นั้นมีน้อยมาก นอกจากองครักษ์และบ่าวไพร่ไม่กี่คน ก็เหลือเพียงแค่ผู้ดูแลจวนและแม่ครัวเท่านั้นเพราะมีคนน้อย ทำให้ทั่วทั้งจวนยิ่งดูโล่งและขึงขังน่าเกรงขามมันเหมาะกับนิสัยสำรวมและเก็บตัวของเขาดีแต่ถึงจวนจะดูสง่างามก็จริง แต่ก็ดูว่างเปล่าและโดดเดี่ยวเหลือเกินแม้แต่เสินจื่ออี้ก็อดพูดล้อเลียนไม่ได้ว่า “น่าแปลกใจไม่ได้ที่พระสนมเอกซวี่และฝ่าบาทยังคงกังวลเรื่องการแต่งงานของท่าน จวนใหญ่โตขนาดนี้ ก็สมควรต้องมีแม่เจ้าบ้านสักคนนะ”นางเพียงแ