่นหมองที่เขามีในใจตลอดช่วงเวลาที่เสินจื่ออี้อยู่ในตำหนักบูรพา ก็จางหายไปบ้างแต่เมื่อมู่จิ่งชูมาถึงเต็นท์นี้ พอเขาเลิกผ้าม่านเข้าไป ข้างในกลับไม่มีใครอยู่เลยซิ่วเอ๋อร์ก็ตกตะลึง“กุ๋นจูอยู่ที่ไหน?”แล้วเสินจื่ออี้คนนั้น ทำไมก็ไม่อยู่เหมือนกัน?“คุณชายผู้ดี เมื่อครู่กุ๋นจูและเสินจื่ออี้ยังอยู่ที่นี่แท้ๆ…” ซิ่วเอ๋อร์มองไปรอบๆเหมือนพบบางอย่าง จึงเดินไปหยิบของบนพื้นขึ้นมา “คุณชายผู้ดีดูสิ นี่คือปิ่นปักผมของกุ๋นจูพวกเรา!”ซิ่วเอ๋อร์อุทานด้วยความตกใจ “บ่าวเข้าใจแล้ว ต้องเป็นเสินจื่ออี้คนนั้นคลุ้มคลั่งจับตัวกุ๋นจูไปแน่ๆ!”“เมื่อครู่บ่าวเห็นกุ๋นจูแอบร้องไห้ โอ้ บ่าวไม่ควรจากไปเลย ควรอยู่ต่อจะดีกว่า! คนอื่นต่างพูดกันว่า เสินจื่ออี้คนนี้ครอบครัวตายหมด เหลือเพียงนางคนเดียว แถมยังเป็นนางกำนัลในวัง จิตใจคงไม่ปกติไปนานแล้ว! หากนางเกิดโหดเหี้ยม ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับกุ๋นจูของบ่าว!”มู่จิ่งชูขมวดคิ้วแน่น ราวกับฟังจนปวดหัว เขาไม่สนใจซิ่วเอ๋อร์ แต่กวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว “กุ๋นจูไม่ได้ถูกนางพาตัวไป”เขาเดินไปที่ม่านเต็นท์ สังเกตรอยลากบนพื้น แววตาพลันหม่นหมอง“พวกนาง ถูกคนพาตัวไปด้วยกัน”ซิ่วเอ๋อร์เบิกตากว้าง“อะไรนะ!”“นั่น นั่นก็เป็นเพราะเสินจื่ออี้พาเรื่องมา นี่เป็นเต็นท์ของนาง ถึงจะมีคนร้ายปรากฏตัว ก็มาหานางแน่! น่าสงสารกุ๋นจูของพวกเรา…”มู่จิ่งชูฟังจนขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่พูดอะไร ไม่นานเขาก็ตามรอยบ