เสียงฟ้าร้องกึกก้อง ก่อนฝนห่าใหญ่พลันกระหน่ำลงมา เปียกชุ่มจนผ้าแดงขอพรที่ผูกไว้บนกิ่งไม้โบกสะบัดอยู่เมื่อครู่ ล้วนเปียกชื้นห้อยตกลงมาหมดสิ้น กลายเป็นภาพอึมครึมไร้ชีวิตชีวาในชั่วพริบตาเสียงฝนซัดสาดดังเปาะแปะทะลุประตูหน้าต่างเข้ามา แต่ทว่าต้วนหลิงกลับไม่ได้ยินสิ่งใด เขาเพียงก้มลงวางร่างของ หลินถิงอย่างแผ่วเบา ก่อนเอื้อมไปหยิบว่าวกระดาษสองตัวที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ไผ่ที่ทำโครงว่าวแข็งจนบาดฝ่ามือ ความเจ็บแล่นเข้ามาจนเขาขมวดคิ้ว ว่าวตัวหนึ่งเต็มไปด้วยลายเส้นบิดเบี้ยวไม่เป็นระเบียบ เต็มไปด้วยตัวอักษรและลวดลายแปลกตา สายตาของต้วนหลิงพลันหยุดลงที่ “ขนนก” อันหนึ่งซึ่งวาดไว้ด้านซ้าย และ “กระดิ่งใหญ่” ที่วาดเกินจริงไว้ด้านขวาเขาเอื้อมมือแตะปลายนิ้วลงบนกระดิ่งที่ถูกวาดอย่างเกินจริงนัก ริมใต้ภาพนั้นเขียนว่า “หลินเล่ออวิ๋น”ส่วนใต้ขนนกเขียนว่า “ต้วนจื่ออวี่”ที่เหลือบนว่าวยังมีรายนามอีกหลายคน เช่น หลี่จิงชิว ต้วนซินหนิง เถาจู จินอันไจ้ …เพราะว่าวเต็มไปด้วยลายมือและลวดลายมากมาย มองไกลๆ จึงแทบกล่าวได้ว่าน่าเกลียด ทว่าเมื่อมองใกล้ๆกลับสัมผัสได้ถึงความงามอันแปลกประหลาด ความงามที่บิดเบี้ยวจนงดงามในอีกลักษณะหนึ่ง ว่าวของหลินถิงนี้คล้ายกับผ้าเช็ดหน้าที่นางเคยปักไว้ แม้ไม่ประณีต แต่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความจริงใจต้วนหลิงลูบว่าวเบาๆ พลันคิดในใจ พรุ่งนี้พวกเขาคงมิอาจไปปล่อยว่าวนอกเมืองด้วยกันอีกแล้ว…เขาจัดเก็