ครั้งนี้เมื่อเสด็จกลับเมืองหลวง รัชทายาทย่อมต้องพาพระขนิษฐาที่หนีจากเมืองหลวงไปยังอันเฉิง กลับไปด้วยยามนี้องค์หญิงประทับนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างเบื้องล่าง มือถือถ้วยสุรา แสงตะวันยามบ่ายส่องลอดเข้ามากระทบลวดลายทองกลางหน้าผากและริมโอษฐ์ที่แต้มชาดเข้ม ชุดกระโปรงยาวสีม่วงระยับลากพื้นพลิ้วเบาๆหลินถิงก้าวลงมาจากชั้นบน สิ่งแรกที่เห็นก็คือองค์หญิง กลิ่นสุราหอมแรงฟุ้งไปทั่วโถงโรงเตี๊ยมตั้งแต่เช้าตรู่“หม่อมฉันคารวะองค์หญิง” หลินถิงเดินผ่านพลางโค้งคำนับ ท่าทีไม่ถ่อมตนเกินไป และไม่ทะนงตนเกินไปองค์หญิงละสายตาจากหน้าต่าง หางตาที่กรีดลายงามดุจกลีบดอกไม้ยกขึ้น แลมองหลินถิงกับต้วนหลิง มุมโอษฐ์ที่ชโลมชาดคลี่ยิ้ม ก่อนพึมพำเรียกซ้ำคำว่า “องค์หญิง” แล้วเอ่ยขึ้นว่า“คุณหนูหลิน… ใต้เท้าต้วน”บุรุษรับใช้ผู้เป็นที่โปรดปรานนั่งอยู่เบื้องหลัง รีบก้มโค้งถวายคารวะอย่างนอบน้อม ท่าทีต่ำต้อยสมฐานะชายบำเรอ พลอยเอ่ยตามว่า“คุณหนูหลิน… ใต้เท้าต้วน”ยังไม่ทันที่หลินถิงจะก้าวผ่าน รัชทายาทก็ก้าวลงมา เห็นพระขนิษฐาดื่มสุราไม่เลือกกาลเทศะ ก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้ว “ไต้หยาง”องค์หญิงหมุนถ้วยสุราในพระหัตถ์อย่างไม่ใส่ใจ “เสด็จพี่… มิลองดื่มสักจอกหรือ?”ชายบำเรอรีบเทสุราให้ทันที รัชทายาทเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วยิ่งขึ้น ไม่พอพระทัยนัก หากเป็นพระขนิษฐาพระองค์อื่นคงไม่ว่า แต่ไต้หยางนั้นเป็นพระขนิษฐาร่วมพระมารดา จึงจำต้องตักเตือน“หากเสด็จพ