ห้านิ้วมือของต้วนหลิงแข็งแรงดุจโซ่ตรวน คว้าข้อเท้าของหลินถิงไว้แน่นจนไม่อาจสลัดหลุดได้ ขณะที่เขากราชากนางกลับมา ผ้าม่านลู่ลงมาปกคลุมหลินถิงยกมือขึ้นโบกคว้า คล้ายคนกำลังจะจมน้ำดิ้นรนหาที่เกาะ พยายามไขว่คว้าสิ่งใดเพื่อจะได้หายใจออกสักครั้ง ทว่าเหนือเตียงหาได้มีสิ่งใดให้นางยึดเหนี่ยว นางได้แต่เงื้อมมือไปคว้าม่านที่ร่วงหล่นม่านสะบัดไหวแรงนัก ไม่รู้เพราะหลินถิงออกแรงมากเกินไป หรือเพราะผ้าม่านเปราะบางเกินควร เพียงนางกราชาก ม่านก็ฉีกขาดออกเป็นสองท่อน ท่อนหนึ่งยังห้อยอยู่บนขอบเตียง อีกท่อนกลับติดแน่นอยู่ในฝ่ามือของนางนางสะบัดมือโยนผ้าม่านที่ขาดลงไป เศษผ้าแหวกอากาศโปรยหล่นกระจายเต็มพื้น ต้วนหลิงในยามนั้นโรคกำเริบขึ้นอีกครั้ง ร่างกายถูกทรมานให้แกว่งไปมาระหว่างความเจ็บปวดและความสุขสม เขาขยับเข้าใกล้หลินถิง เผยความลับในใจออกมาอย่างสิ้นท่า“หลินเล่ออวิ๋น……”เสียงของเขาแต่เดิมก็น่าฟังอยู่แล้ว ยามนี้กลับแฝงแววชวนให้หัวใจสั่นสะท้าน ลมหายใจของหลินถิงพลันสับสนไม่เป็นจังหวะตั้งแต่ครั้งแรกที่ต้วนหลิงเรียกนางว่า “หลินเล่ออวิ๋น” นางก็รู้สึกแปลกไปจากเดิม ทุกทีเมื่อมีผู้ใดเรียกชื่อนี้ นางมิได้มีความรู้สึกอันใด แต่เพียงเป็นเขาเท่านั้นที่เอ่ยออกมา กลับทำให้นางรู้สึกเสียวซ่านประหนึ่งคลื่นไฟฟ้าไหลผ่านโสตประสาท ดึงรั้งจิตใจให้สั่นคลอนหลินถิงเงยหน้ามองต้วนหลิง หางตาของเขาแต้มสีชาดแดงจัด เสียงครางต่ำเล็ดลอดลำคอเพร