ิงคว้าหมากหลายเม็ดขึ้นมา โยนขึ้นแล้วรับไว้อย่างเล่นสนุก “เหตุใดท่านต้องสงบใจด้วยเล่า?”สายตาของต้วนหลิงมิได้ละไปจากกระดานหมาก ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ เคาะแตะเม็ดหมาก “ข้ากำลังคิด…ว่าจักจัดการสิ่งหนึ่งอย่างไรดี สิ่งนั้นก่อกวนใจข้านัก ข้าจำต้องข่มจิตให้สงบ”หลินถิงเข้าใจทันที จึงโยนหมากกลับลงในกล่อง เสียงหมากกระทบกันใสกระจ่าง ก้องสะท้อนทั่วห้อง“เรื่องนั้นลำบากยากแก้ถึงเพียงนั้นหรือ?”ต้วนหลิงประหนึ่งไม่คิดจะแก้กระดานอีกต่อไป เอื้อมมือปัดกระดานให้กระจัดกระจาย แล้วจึงหยิบเก็บเรียงใส่กล่องคืน “ลำบากยากยิ่ง”หลินถิงไม่ค่อยได้ยินเขากล่าวว่าสิ่งใดแก้ไขยากนัก จึงอดมิได้ที่จะเป็นห่วง “ข้าช่วยสิ่งใดได้หรือไม่ หากมีสิ่งใดที่ข้าพอช่วยได้ ท่านจงบอกมาเถิด ถึงสติปัญญาข้าอาจไม่เทียมเจ้าท่าน แต่คนหนึ่งย่อมสู้คนหมู่มากมิได้หรอก”ดวงตาของต้วนหลิงจับจ้องนาง “อย่ากังวล เรื่องนั้นยังมิได้เกิดขึ้น”หลินถิงปลอบเสียงนุ่ม “ในเมื่อยังมิได้เกิดเหตุ ท่านก็ไม่ควรเก็บมาคิดให้จิตขุ่นมัว ปล่อยวางบ้างเถิด บางทีสิ่งที่ท่านกังวล อาจมิได้เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้”เขาก้มเสียงต่ำ “เจ้ากล่าวถูกนัก บางทีฟ้าดินยังอาจให้หนทางพลิกผัน มิให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นก็ได้”หลินถิงนั่งรออยู่ในห้อง ครู่ใหญ่แล้วก็ยังไร้วี่แววด้านนอก จึงคิดจะออกไปดู แต่ต้วนหลิงกลับขวางทางไว้ “เจ้าคิดจะไปหาผู้นั้นจริงหรือ?”นางเลิกคิ้วมองเขาอย่างงุนงง “ก็แน่นอนสิ พวกเรามิได