ป็นตาเดียวแม้แต่เฝิงฮูหยินก็หันมา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เล่ออวิ๋นมีเรื่องจะกล่าวกับจื่ออวี่หรือ?”หลินถิงราวกับเดินเข้าสู่แดนประหาร “เจ้าค่ะ”เฝิงฮูหยินยังคงแย้มยิ้ม เอ่ยด้วยความห่วงใย “จะให้จื่ออวี่ออกไปคุยด้วยไหม?”“ไม่ต้องเจ้าค่ะ” นางตอบอย่างหนักแน่นต้วนหลิงก็ลุกขึ้น หันหน้ามาทางนางเช่นกัน “คุณหนูเจ็ด เจ้ามีสิ่งใดอยากจะกล่าว…”ทว่าในช่วงที่หลินถิงประหม่าอย่างถึงที่สุด จิตใจก็กลับนิ่งสงบ นางจึงเอ่ยประโยคอันน่าตกตะลึงด้วยน้ำเสียงที่เรียบเย็นยิ่งนัก“ข้าปรารถนาแต่งงานกับท่าน”ประโยคนั้นดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัน แล้วก็ระเบิดออกเป็นเสียงฮือฮา ผู้คนหันไปซุบซิบกัน เสียงแตกต่างหลากหลาย สายตาที่มองมาล้วนเต็มไปด้วยความตกใจ ต้วนซินหนิงถึงกับนิ่งอึ้ง ราวกับถูกสาปให้เป็นรูปปั้น แม้แต่เซี่ยจื่อม่อก็เบิกตาค้าง จอกสุราที่อยู่ในมือร่วงหล่นกระแทกพรมอย่างเงียบงัน แต่กลับเหมือนดังกึกก้องในใจ แม้แต่เฝิงฮูหยินผู้ครองสติได้ดีนัก ก็ยังถึงกับชะงัก คิดว่าตนเองหูฝาดไปหรือไม่ แต่พอมองปฏิกิริยาของแขกโดยรอบ ก็รู้แน่ชัด – นี่เป็นเรื่องจริงหลินถิงไม่มองผู้ใดทั้งนั้น นางเพียงรอคอยคำปฏิเสธจากต้วนหลิง แล้วจะรีบทำหน้าเศร้ากลับหลังหันเดินจากไปเมื่อความวุ่นวายจางหาย บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครา ต้วนหลิงจ้องมองหลินถิงอย่างไม่กะพริบค่ เงียบอยู่นานจนทุกคน-หันไปจ้องหลินถิง-คิดว่าเขาจะปฏิเสธด้วยความนิ่งเงียบ แต่แล้วเขาก็กล่