งบเยือกเย็น ไม่ไหวติง เขาคำนวณระยะจากตำแหน่งของตนไปถึงประตู แล้วกวาดตามองไปยังดาบซิ่วซุนที่เหน็บอยู่ข้างเอวของต้วนหลิง พร้อมกับกราชับด้ามดาบในมือแน่นขึ้นเล็กน้อยหลินถิงหันกายกลับมาเผชิญหน้ากับต้วนหลิง “ท่านต้วนอย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าข้าปิดบังท่าน แต่เพราะเขามีศัตรูมากนัก เคยชินกับการสวมหน้ากากเรื่อยมา จนเริ่มหวาดกลัวสายตาของผู้คน”ถึงสถานการณ์จะเป็นเช่นไร นางก็จำต้องกัดฟันกล่าวปดต่อไป ต้วนหลิงพลิกปิ่นทองในมือเล่นเบาๆ“แต่นั่นก็เป็นเรื่องของเขา เหตุใดคุณหนูเจ็ดจึงดูใส่ใจเสียยิ่งกว่าเขาเสียอีก?”ปลายปิ่นที่ประดับด้วยลูกปัดและหยกกระทบกันเบาๆ เมื่อเขาสะบัด มันเคยสะบัดใส่ผมหลินถิงมาก่อน ครานี้ปลายปิ่นปัดผ่านฝ่ามือเขา แรงเสียดสีของหยกกับผิวมือทิ้งรอยอุ่นไว้จางๆหลินถิงทำสีหน้าเยือกเย็น พูดอย่างไม่ลังเล “คุณชายเสิ่นคือสหายของคุณชายจิน เช่นเดียวกับข้า เมื่อเขามีภัยข้าย่อมต้องช่วยเหลือ”ต้วนหลิงกระตุกยิ้ม มองปิ่นในมือ “หากข้าบอกว่า-อยากเห็นหน้าเขาเล่า?”หลินถิงสูดลมหายใจลึก เอ่ยเสียงหนักแน่น “ท่านอยากเห็นในฐานะใด? ในนามตำแหน่งขุนนางองครักษ์เสื้อแพรหรือในฐานะพี่ชายของสหายข้า?”ต้วนหลิงชะงักไปเล็กน้อย มองนาง “มันต่างกันหรือ?”หลินถิงกล่าวด้วยถ้อยคำเฉียบแหลม “แน่นอนว่าย่อมต่างกัน หากท่านมาในฐานะขุนนางแห่งองครักษ์เสื้อแพรเราสามคนเป็นเพียงสามัญชน ย่อมต้องถอดหน้ากากให้ท่านตรวจสอบ”กล่าวมาถึงตอนนี้ น้ำเสีย