อรับ?”พวกเขาเพียงเห็นสัญญาณจึงเร่งรุดมาทันที ยังไม่ทันได้สืบถามความใด พอมาถึงก็เห็นเพียงต้วนหลิงกับรถบุปผาที่พรุนไปทั้งคัน กลีบดอกไม้กระจายเกลื่อน และลูกธนูตกเกลื่อนกลาดต้วนหลิงเอ่ยเสียงเรียบ “บุตรชายคนที่ห้าของสกุลเซี่ยซ่อนตัวอยู่ในโคมบุปผา คิดจะลอบออกนอกเมืองโดยอาศัยขบวนแห่ของรถบุปผา ข้าบังเอิญจับได้ กำลังจะเข้าจับกุม พลันมีเกาทัณฑ์ยิงมาจากหอทางทิศตะวันออกเฉียงใต้”เหล่าองครักษ์เสื้อแพรเข้าใจโดยพลัน ต่างกุมดาบพยักหน้า “พวกข้าน้อยจะไปสืบเดี๋ยวนี้ขอรับ”สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด มีทีท่าว่าจะตกต่อถึงยามราตรี ต้วนหลิงแหงนหน้ามองฟ้า ฟ้าผ่าคำรามกึกก้อง เมฆดำมืดบดบังทั้งท้องนภา สายฝนหลั่งไหลดุจม่านน้ำ บดบังสายตาเสียงฝนซัดสาด “เปาะแปะ เปาะแปะ” บนใบหน้า ชวนให้รู้สึกเจ็บแสบเล็กน้อย ทว่าต้วนหลิงชินเสียแล้ว จึงมิได้รู้สึกอันใด กลับคิดว่าเช่นนี้ยังเบาไปทันใดนั้น-สายฝนกลับหยุดลง มิใช่ว่าฝนหยุดตก หากแต่ฝนกลับมิได้หล่นลงมาบนตัวเขาอีก กลับกลายเป็นว่าร่วงหล่นลงบนพื้นเป็นเส้นโค้งรอบตัวเขาอย่างน่าประหลาดต้วนหลิงหันกลับไปมอง สิ่งแรกที่เห็นคือมือหนึ่งจับด้ามร่มไว้ นิ้วเรียวยาวขาวเนียนดุจหยก เส้นเลือดจางๆ บนหลังมือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากนั้นเขาจึงได้เห็นใบหน้าขาวผ่องสะอาดประหนึ่งหิมะแรก ดวงหน้าของหลินถิงยังมีหยาดฝนหลงเหลือไม่จางสายตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยไม่รู้ว่านางไปหาร่มกระดาษน้ำมันสีแดงมาจากแห่งหนใด มี