างค่ายกลแล้ว เราเหลือเวลาอีกไม่มาก หากเราไม่รีบออกไปอาจจะตายอยู่ในค่ายกลนี้”“แล้วพวกเขาเล่า?”“เวลาของพวกเขาก็มีเท่าพวกเรา หากตามหาพวกเราไม่เจอพวกเขาก็ต้องออกจากค่ายกลตามกำหนดเวลาเช่นกัน ค่ายกลของข้าไม่มีข้อยกเว้น”จินวั่งซู่ผงะ “เจ้าไม่เตรียมทางรอดไว้แม้แต่ตนเองเลยหรือ?”เซียนหย่งไถแสยะยิ้ม “เตรียมไว้สิ…เพียงแต่ข้าจะรอดชีวิตได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น พวกนั้นคิดจะลองหรือไม่?”จินวั่งซู่หน้าซีดเผือด “มะ ไม่ๆ ข้ายังอยากมีชีวิตกลับไปดื่มสุราในตรอก คนโฉดกับสหายรัก พวกเรารีบไปกันเถิด” จินวั่งซู่คิดถึงเสนาบดีฟ่านหลี่เจี๋ยสหายรักขึ้นมาในทันใด หากรอดชีวิตออกไปจากค่ายกลนี้ได้เขาจะไปรับฟ่านหลี่เจี๋ยไปดื่มสุราในตรอกคนโฉดให้สมใจสักสองคืนฟิ้วๆๆๆ เสียงลูกธนูดังมาจากทุกทิศทาง“ผ่านจากตรงนี้ไปได้ ชีวิตของพวกเราก็พบแสงสว่างแล้ว!”องครักษ์เติ้งมองเห็นลูกธนูปลายติดไฟพุ่งมาทางพวกตนสองสามลูกก็ตกใจ รีบผลักร่างจินวั่งซู่ให้ล้มไปอีกทางก่อนจะเอาหมอนกลมของฮองเฮาขึ้นปัดลูกธนูให้เปลี่ยนทิศ“ฮ้า! ดีจริง ผ้าที่ใช้ทำหมอนของฮองเฮาไม่ติดไฟเสียด้วย” เมื่อเห็นเช่นนั้นเติ้งเฉินฟู่จึงโยนหมอนเล็กที่เอาออกจากหน้าอกของตนโยนให้จินวั่งซู่ “คุณชายจินช่วยกันหน่อยสิ!”จินวั่งซู่รับเอาหมอนที่หุ้มห่อด้วยผ้าสีฟ้าเนื้อหนาทนไฟมาช่วยปัดลูกธนูออกไฟออก พวกเขาถอยร่นไปตามกันโดยมีเซียนหย่งไถเป็นผู้คอยดึงแขนนำทางอยู่ด้านหน้า ไม่นานนักก็ถึงหัวมุมเล