้นี้นัก น่าแปลกที่กงกงที่รับใช้ฮ่องเต้ผู้นี้หากมองดีๆ กลับมีกิริยาที่ดูผิดแผกจากผู้อื่น ฝีเท้าของเขาเบานักเมื่อเทียบกับขนาดของร่างกายที่ถือว่าหนากว่าขันทีผู้อื่นลักษณะการจับแส้ไม้ขนหางม้าที่มือก็ดูเป็นจังหวะจะโคนดี“เจ้ามองอันใดหรือซือซือ?” ฮ่องเต้ทรงเอ่ยโดยมิได้เงยพระพักตร์“หืม….หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่าอู๋กงกงช่างทำงานคล่องแคล่วนักเพคะ” เป็นเพราะคนผู้นี้ยังยืนอยู่ตรงหน้านางจึงมิอาจเอ่ยสิ่งที่คิดให้พระสวามีได้ทราบหากแต่จากประวัติศาสตร์ของแคว้นหมิงอดีตขันทีที่มีอำนาจล้นวังก็เคยคิดก่อการกบฏมาแล้ว หงซือซือเองก็มิได้ไว้ใจอู๋กงกงนักเพียงแต่ยังไม่เห็นว่าคนผู้นี้มีอำนาจอันใดมากมายจนเป็นที่น่าสงสัยเมื่ออู๋กงกงกลับเข้าเอาชาร้อนสองถ้วยมาถวายสิ่งที่นางกระทำก่อนก็คือการลอบตรวจยาพิษในถ้วยชาในยามที่กงกงหันหลังออกไป“เจ้าไม่ไว้ใจผู้ใดก็ดีแล้ว ยามนี้เรายังวางใจมิได้”“คงเป็นเช่นนั้นเพคะ มังกรน้อยทั้งสามนี้ข้าต้องรักษาพวกเขาเท่าชีวิตประมาทไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว ฝ่าบาทก็รู้เดิมทีหม่อมฉันมิได้อยากจะอยู่วังหลังเสียหน่อย” น ้าเสียงของนางอ่อยๆ เมื่อนึกถึงคราวที่เข้าวังมาด้วยความบังเอิญ หากไม่ถูกบุรุษตรงหน้าหลอกให้ทำสัญญารับจ้างมาช่วยสืบคดีในวังหลวงมีหรือจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ สุดท้ายต้องกลายเป็นฮองเฮาของเขาไปจริงๆหมิงเฟยหลงทรงวางพู่กันเดินจากพระเก้าอี้มานั่งริมเตียงตั่งข้างร่างที่กำลังลูบท้องกึ่งเอนกายพักผ่อนย