หมิงเฟยหลงทรงประคองหงซือซือไปนั่งพักในศาลา“อากาศเริ่มอบอ้าวแล้ว เจ้าไปนั่งพักในศาลาจะดีกว่า”ท้องที่นูนของนางดูกลมและยื่นออกมา ทำให้เวลาเดินนางต้องแอ่นไปข้างหน้าเล็กน้อย “ข้ายังพอเดินเองได้เจ้าค่ะ”“ไม่ได้หรอกเจ้าแบกอีกตั้งสามคน ข้าห่วงพวกเจ้าสี่คนนัก เจ้าอย่าดื้อรั้นเลยนะซือซือ เห็นใจข้าบ้าง”น ้าเสียงออดอ้อนของพระสวามีทำเอานางใจอ่อน“เช่นนั้นก็ตามใจท่านพี่”พักใหญ่จินวั่งซู่ก็วิ่งขึ้นมาจากบันไดอิฐพวกนั้นอย่างตื่นเต้น“สำเร็จแล้วฝ่าบาท!”หมิงเฟยหลงได้ยินเช่นนั้นก็ลืมตัวผุดลุกขึ้น “เป็นอย่างไรบ้าง?”“อาวุธทั้งหมดถูกปล่อยออกมาแล้วพะยะค่ะ พวกเราเปิดหีบได้แล้ว!”หงซือซือดีใจจนผุดลุกขึ้น “ไปดูกันเถอะ ข้าอยากเห็นนัก”“เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน ให้ข้าไปตรวจสอบว่าปลอดภัยเจ้าค่อยตามลงไปดีหรือไม่?”“เจ้าค่ะ”หมิงเฟยหลงเสด็จตามหลังจินวั่งซู่ลงไปองครักษ์ช่วยกันตรวจตรารอบๆ ห้องนั้นอย่างละเอียดหู่ซิ่นสือเดินไปเปิดหีบใหญ่ออกแสงของทองที่ถูกเก็บอยู่ข้างในอร่ามตาเจิดจ้า เมื่อเปิดหีบอ้าออกทุกใบหมิงเฟยหลงทรงยิ้มพอพระทัย“เจ้าจัดการกลไกอย่างไรกัน? เหตุใดจึงเหมือนทำได้ง่ายดายปานนั้น”“ฝ่าบาท อาวุธพวกนี้เป็นแบบใช้ทีเดียวไม่อาจนำกลับไปซ่อนได้อีกเพราะผู้วางกลไกมิได้ใส่เชือกหรือโซ่เอาไว้ ดังนั้นหากทำให้อาวุธถูกปล่อยออกมาจนหมดก็เท่ากับปิดกลไกได้แล้ว ครั้งนี้เพื่อความแน่ใจหม่อมฉันได้ทดสอบกลไกซ ้าๆ ถึงสามรอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไ