ใต้เท้าฝูอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นการลับเพื่อกราบทูลแผนของต้วนจินป้าน ฮ่องเต้โจวเฟิงที่รู้ล่วงหน้าจากราชครูหมิงจึงแสร้งทำหน้าถมึงทึงเออออไปกับจิ้งจอกเฒ่า“เจิ้นควรสกัดทัพเหนือกับใต้อย่างไรดีใต้เท้าฝู?”“เรื่องนี้ต้องให้ราชครูหมิงออกหน้าพะยะค่ะ เรายังเหลือกองทัพภาคกลางที่รองแม่ทัพกุ้ยเพียนโจวบังคัญบัญชาหากใช้ยับยั้งทัพภาคเหนือไว้ก่อนก็ยังพอจะสูสี ส่วนทัพภาคใต้ ให้พระองค์ทรงออกราชโองการไปยับยั้งไว้ก่อน”“เจิ้นออกราชโองการยับยั้งทั้งเหนือและใต้เลยมิได้หรือ?”“มิได้พะยะค่ะ เพราะทัพภาคเหนือแม่ทัพต้วนมีบารมีในกองทัพมากนัก หากพวกเขาคิดจะกบฏจริงคงไม่ฟังราชโองการเป็นแน่”โจวเฟิงทรงเห็นด้วยกับฝูจินหรง ทัพภาคเหนือแต่เดิมก็อยู่ในความดูแลของสกุลต้วนมาโดยตลอดคงมิอาจยับยั้งได้เป็นแน่“เช่นนั้นข้ามอบหมายให้ท่านร่วมกับราชครูหมิงจัดการกับกบฏแม่ทัพต้วนก็แล้วกัน”ฮ่องเต้โจวเฟิงจึงให้ขันทีไปเชิญราชครูหมิงที่อยู่เรือนรับรองในวังหลวงเข้าเฝ้าโดยด่วน หมิงเฟยหลงที่เตรียมตัวรออยู่แล้วก็เดินทางมาถึงห้องทรงพระอักษรในเวลาไม่นาน“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าใต้เท้าฝูรอบรู้เกี่ยวกับกองทัพยิ่งนัก สมควรเป็นผู้บัญชาการปราบกบฏครั้งนี้พะยะค่ะ”ฝูจินหรงนึกลำพองใจที่ราชครูหมิงที่เป็นที่โปรดปรานยิ่งยังเกรงใจตนจึงมีสีหน้าแช่มชื่น “กระหม่อมยินดีรับอาสา พะยะค่ะ”จิ้งจอกเฒ่าเห็นว่าตนเองมิต้องทำสิ่งใดมาก็มีโอกาสได้รับความดีควา