ทั้งสองอยู่ในห้องหนังสือ คนหนึ่งนั่งอยู่ คนหนึ่งยืนอยู่ พวกเขาพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยไปสักพัก ถึงแม้ในสามคำจะไม่ห่างจากความขัดแย้งในราชสำนัก แต่ก็ถือว่าคุยกันถูกคอหลานเยาเยาก้มมองไปทางรถเข็นของเจ้าพระยาเซียวเล็กน้อย จากนั้นก็หยุดสายตาไว้บนขาของเขาแววตาเป็นประกายขึ้นมา แล้วกล่าวเสียงเบาว่า:“ได้ยินว่าสมัยก่อนเจ้าพระยาเซียวเป็นคนคุมสถานการณ์ในสนามรบ เป็นแม่ทัพเอกที่หาได้ยากคนหนึ่งของประเทศก่วงส้า ในมือเคยบั่นหัวคนมาแล้วเป็นหมื่นๆ เคยโด่งดังมากในสมัยหนึ่ง มีหน้ามีตาสมฐานะอย่างดีไม่ทราบว่าผ่านไปหลายปีขนาดนี้แล้ว วรยุทธของเจ้าพระยาเซียวก้าวหน้าไปบ้างหรือไม่?”คำพูดของนางฟังเหมือนเป็นการชื่นชม แต่ก็เหมือนกำลังดูแคลน ส่วนจะหมายความว่าอย่างไรนั้น ต้องดูว่าคนฟังจะเข้าใจแบบไหนแล้วหลังจากเจ้าพระยาเซียวได้ฟังแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย มีความระมัดระวังปรากฏขึ้นในแววตาเล็กน้อย จากนั้นหัวเราะออกมาเบาๆ“เทพธิดาล้อเล่นแล้ว ตาเฒ่าคนหนึ่งอย่างข้า ตอนนี้นั่งอยู่บนรถเข็น ไม่ฝึกฝนวรยุทธนานหลายปี วันๆไม่ออกไปไหน หลายปีขนาดนี้แล้ว วรยุทธไม่เสื่อมถอยก็ไม่เลวแล้ว126
ฟังความหมายของเทพธิดา หรือว่าเทพธิดายังอยากจะประลองยุทธกับผู้พิการเช่นข้าหรือ?”หลานเยาเยามองดูเขาอย่างเหมือนยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม ราวกับไม่เห็นการระมัดระวังตัวในสายตาของเขา แต่กลับพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวโดยตรงว่า:“มีความตั้งใจเช่นนั้น!”พูดคำนี้ด้วยท่าทางเคร่งขร