้างกายพระสนมฉีมานมนาน ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีความเชื่อใจไม่น้อย บวกกับปฏิกิริยาที่โกรธจัดของพระสนมฉี ทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจ ว่าพระสนมฉีเป็นคนก่อเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างแน่นอนเมื่อสมเด็จพระราชชนนีทรงเห็นเหตุการณ์แล้ว ก็รู้สึกเอือมระอาเป็นอย่างมากทรงตรัสกับองค์จักรพรรดิว่า : “ข้าเหลืออดเต็มที เรื่องนี้ฝั่าบาททรงจัดการเองก็แล้วกันสงสารก็แต่พระราชนัดดาของข้า”พระสนมฉีเห็นว่าสมเด็จพระราชชนนีจะเสด็จออกไป ก็รีบบีบน้ำตาร้องไห้ขึ้นมาทันที: “สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระราชชนนีโปรดช่วยหม่อมฉันทวงความยุติธรรมให้กับเรื่องนี้ด้วยเพคะ! พวกเขาต่างล้วนพากันใส่ร้ายปั้ายสีหม่อมฉันทั้งนั้น!”องค์จักรพรรดิทรงทอดพระเนตรไปยังพระสนมฉีร้องไห้จนไม่เป็นผู้ไม่เป็นคนจากนั้นพระสนมฉีก็หันหน้ามาเพื่อจะไปอ้อนวอนกับองค์จักรพรรดิต่อ แต่องค์จักรพรรดิทรงรับสั่งขึ้นก่อนว่า : “ใครก็ได้ พาพระสนมฉีกลับไปที ปิดประตูสำนึกห้ามออกจากประตูตำหนักแม้เพียงครึ่งก้าว”การลงโทษเช่นนี้ถือว่าเบามากแล้วเมื่อพระสนมฉีถูกพาตัวออกไปแล้ว องค์จักรพรรดิจึงค่อยทอดพระเนตรไปยังพระตำหนักไท่เหอ สีพระพักตร์มืดมนหากไม่ใช่เพราะราชทูตของอาณาจักรเปั่ยเซี่ยกำลังจะเดินทางมาถึงแล้ว เขาจะไม่ยอมให้เฉินเสียนสองแม่ลูกนั่นโอหังถึงเพียงนี้อย่างเด็ดขาด บังอาจตัดสะพานไม้จนขาด และยังสร้างความวุ่นวายและความร้าวฉานให้กับวังหลังของเขาถึงเพียงนี้36
แต่ในท้ายที่สุดองค์จักรพรรดิก็ไม