ปรากฏว่าไม่ใช่มีเพียงแต่นางเท่านั้นที่มองเจ้าน่องน้อยแล้วทำให้นึกถึงซูเจ๋อขาดแค่เพียงคนที่มาคอยปลุกนางแม่นมซุยไม่ค่อยไว้วางใจ หลังจากที่นำเจ้าน่องน้อยไปให้เสี่ยวเฮอดูแล ก็กลับเข้าไปที่ห้องตำราอีกครั้ง และกล่าวว่า “องค์หญิง ไม่ต้องคิดมากหรอกเพคะ”เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง เฉินเสียนถาม “เหมือนไหม?”แม่นมซุยนิ่งเงียบเฉินเสียนเงยหน้าขึ้นมามองนาง และถามอีกครั้งหนึ่ง “เจ้าคิดว่าพวกเขาเหมือนกันไหม?”แม่นมซุยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “เหมือนหรือไม่เหมือน องค์หญิงไม่ต้องไปฟังคำพูดเหลวไหลของคนอื่นหรอกเพคะ แล้วในใจขององค์หญิงล่ะคิดอย่างไรเพคะ?”ในที่สุดเฉินเสียนก็ยิ้มอย่างขมขื่น ตีไปที่หน้าผากของตัวเอง และบ่นว่า “ข้าไม่ควรฟังที่เสี่ยวเฮอพูดไร้สาระเลย พอมีความคิดแบบนี้แล้ว ข้าก็หยุดคิดไม่ได้ ได้แต่คิด ๆ ๆ อยู่อย่างนั้น”ซูเจ๋อทั้งที่รู้ว่าเขาอยู่ที่โรงเรียนไท่ทุกวัน และพระตำหนักไท่เหอก็อยู่ไม่ห่างไกลจากโรงเรียนไท่นัก แต่นางกลับทำได้เพียงคิดถึงเขาอยู่ในพระตำหนักไท่เหอ356
คิดถึงเขามาก แต่ตัวเองก็กลับไปเจอเขาไม่ได้ ปล่อยให้ลูกชายเป็นตัวแทนไปพบหน้าเขา แบบนี้ก็ดีเหมือนกันเฉินเสียนคิด ลูกของนางเฉลียวฉลาด หากซูเจ๋อมีอะไรที่อยากพูดกับนาง ก็คงจะพูดกับลูกของนาง ลูกชายก็น่าจะจำได้บ้างสองสามคำ และกลับมาบอกนางนางคิดมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าเจ้าน่องน้อยจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของซูเจ๋อ แต่วันนี้ก็ได้กลายเป็นสายสัมพันธ์ระ