ืนนี้ค่อนข้างรุนแรงมาก ครั้นซูเจ๋อกลับมาถึง เขาเองก็ได้หมดสติไปรอบหนึ่งแล้ว เขานั่งอยู่บนพื้น พิงร่างกับขาโต๊ะ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หลับตาลงเบาๆ เพื่อพักผ่อนครู่หนึ่งเมื่อพอจะดีขึ้นนิดหน่อย จึงค่อยๆ ปลดเสื้อสีดำออก ตรวจบาดแผลบนร่างกายของตัวเอง แล้วจึงเตรียมรักษาอาการบาดเจ็บของเขาผมที่ค่อนข้างยุ่งเล็กน้อยจากจอนผมทิ้งตัวลงบนบ่า ทำให้ใบหน้าที่ซีดและผ่ายผอมดูชัดเจนยิ่งขึ้น นัยน์ตาคู่เรียวยาวดุจขุนเขา กำลังอ่อนล้าอย่างที่สุด เลือดแดงสดไหลรินออกจากปากแผล แต่เขากลับไม่ขมวดคิ้วเลยแม้แต่นิดราวกับว่าเขาไม่ได้มีความรู้สึกเจ็บปวดเลยเขาใช้ชีวิตและร่างกายบุกเข้าวังหลวงฝั่าวงล้อมทหารเวรยามและทหารรักษาพระองค์ เป็นไปไม่ได้เลยว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แค่ยังมีชีวิตรอดกลับมาได้ก็นับว่าไม่เลวแล้วแต่คิดไม่ถึงเลยว่า เมื่อสำรวจบาดแผลเสร็จแล้ว กำลังเตรียมจะทายา แต่แล้วจู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดออกซูเจ๋อตอนนี้ค่อนข้างฟุั้งซ่าน ความตื่นตัวและไหวพริบจึงไม่เพียงพอ บวกกับที่นอกประตูยังมีหิมะตกหนักอีกด้วย จึงกลบเสียงฝีเท้าของเฉินเสียนไปจนหมด243
ทันใดนั้นเอง เขาก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับแววตาที่ดำสนิทและมืดมิด ห้วงเวลาที่มองเห็นเฉินเสียนนั้น ดุจหิมะที่กำลังหลอมละลาย ที่เหลือไว้เพียงแสงสว่างจากเปลวเทียนซูเจ๋ออึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นเขาก็ฝืนยิ้มขึ้นด้วยใบหน้าที่ขาวซีด : “เวลานี้ท่านควรอยู่ที่งานเลี้ยงฉลองในวังหลวงมิใช่หรือ? ทำไมถึง