เขานั่งหันหลังไปทางประตูห้องขัง แสงไฟริบหรี่วูบไหวสะท้อนอยู่บนแผ่นหลังของเขา ซึ่งกำลังนั่งนิ่งราวกับรูปปันเฉินเสียนกำลังจะเดินเข้าไปหาเขาตามสัญชาตญาณ แต่ยังไม่ทันจะก้าวขาออกไป ฉินหรูเหลียงก็คว้าข้อมือของเธอและรั้งเธอไว้ เพียงครู่เดียวก็ปล่อยมือและส่งสัญญาณบอกให้เธออย่าเพิ่งใจร้อนเมื่อผู้คุมสองคนเห็นทั้งคู่เข้ามาก็บ่นทันทีว่า “ทำไมเพิ่งมาเอาปั่านนี้ พวกเจ้าควรมาตั้งแต่ตอนใกล้จะพ้นยามจื่อ (ช่วงเวลาระหว่าง 23:00 น. – 01:00 น.) นี่ล่วงเข้ามายามโฉ่วแล้วเพิ่งจะมา! หรือคิดจะอู้งานเสียสักครึ่งค่อนชั่วยาม? เอ๊ะพวกเจ้าไม่ใช่เสียวอู่กับหนิวชีนี่ เกิดอะไรขึ้น พวกเขาอยู่ไหน”ฉินหรูเหลียงตอบไปว่า “พวกเราถูกเรียกให้มาเปลี่ยนเวรชั่วคราว เมื่อคืนสองคนนั้นน่าจะหนาวมากจนเป็นไข้”ผู้คุมไม่ได้ติดใจสงสัยและเอ่ยว่า “งั้นเหรอ พวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ห้องไต่สวนด้านหน้างั้นสิ ข้าถึงไม่เคยเห็นพวกเจ้ามาก่อน” เขาพูดพลางถูมือไปมาและเอ่ยอีกว่า “หลังเที่ยงคืนที่นี่จะหนาวมาก ถ้าพวกเจ้ายังไม่เคยผ่านเรื่องลำบากเช่นนี้ก็ระวังหน่อย ไม่ใช่ว่ามาแค่คืนเดียวก็ปั่วยเสียละ”ฉินหรูเหลียงพยักหน้า เขากับเฉินเสียนหลีกทางให้ผู้คุมทั้งสองซึ่งไม่อยากอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินที่เย็นเยือกอีกแม้แต่วินาทีเดียว หลังจากส่งต่อเวรกันแล้ว พวกเขาจึงรีบออกไป143
ห้องขังแห่งนี้ว่างเปล่าและเงียบสงัดมีแค่เพียงเสียงคุของถ่านที่อยู่ในเตาถ่านซึ่งดังขึ้