กุลเฮ่อเดิมทีนั้นเป็นฮูหยินตราตั้ง เฮ่อเซียงเองก็เป็นเสนาบดีที่ศักยภาพและความสามารถเก่งกาจ ฮูหยินใหญ่ได้ล่วงลับไปแล้วครอบครัวเหล่าขุนนางจึงควรไปทำความเคารพศพเพื่อร่วมแสดงความเสียใจฉินหรูเหลียงไม่อยู่ เฉินเสียนจึงเป็นคนตัดสินใจแทนทุกอย่างเฮ่อโยวอยู่ในจวนของเธอทั้งคน เธอจะไม่ไปร่วมได้อย่างไรกันเช้าวันที่สอง สภาวะทางอารมณ์และจิตใจของเฮ่อโยวดีขึ้นมากแล้วเฉินเสียนได้ให้พ่อบ้านไปจัดหาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของบ่าวรับใช้มาให้เฮ่อโยวสวมใส่ก่อนออกเดินทาง เฉินเสียนได้ถามเฮ่อโยวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ฮูหยินใหญ่ล่วงลับอย่างละเอียดถี่ถ้วน68
เฮ่อโยวรู้เพียงว่าในขณะที่ฮูหยินใหญ่กำลังจะเสียชีวิต ได้กระอักเลือดไม่หยุด ใบหน้าคลํ้าเขียว ล้มลงกับพื้นและเสียชีวิตในที่สุด แม้แต่คำพูดสุดท้ายก็ไม่สามารถพูดออกมาได้ในวันเกิดเหตุ ฮูหยินใหญ่ทานอะไรไป หรือจับต้องอะไรบ้าง เฮ่อโยวเองก็ไม่รู้อะไรทั้งสิ้นตอนนี้หากคิดจะกลับไปหาหลักฐาน เกรงว่าจะยากยิ่งกว่ายากเสียอีกเมื่อตั้งใจจะทำอะไรทุกอย่างก็ดูยุ่งยากไปหมด ของใช้ทุกอย่างของฮูหยินใหญ่ที่พอจะใช้เป็นหลักฐานได้ถูกนำไปเผาทิ้งอย่างหมดจดเฉินเสียนพูดขึ้นว่า : “ฉวยโอกาสครั้งนี้ พยายามสังเกตดูท่านย่าของเจ้าให้มาก บางทีหลักฐานชิ้นสุดท้าย อาจหลงเหลืออยู่บนตัวของท่านย่าของเจ้าก็เป็นได้”เพียงแต่ว่าฮูหยินใหญ่นอนอยู่ข้างในโลงศพ ผู้คนที่มาทำความเคารพศพเพื่อแสดงความเสียใจนั้นไม่ส