ซูเจ๋อไปซื้อโคมไฟมาสองสามดวง ให้เฉินเสียนเขียนความปรารถนาของนางลงบนกระดาษทั้งสองยืนอยู่บนตลิ่ง จุดไฟด้านในโคมไฟ ดูว่ากระดาษโคมไฟพองตัวขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งสองจับขอบของโคมไฟเอาไว้ รอให้โคมไฟพองขยายขึ้นมาจนเต็มเฉินเสียนมองไปที่ซูเจ๋อที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของโคมไฟ เห็นแสงเทียนภายในดวงตาของเขา หน้ากากถูกย้อมเป็นสีเหลืองมันวาวด้วยแสงเทียน กะพริบวิบวับเขามองโคมไฟในมือด้วยนัยน์ตาเพียงครึ่งเดียว ทันใดนั้นริมฝีปากก็ยกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เอาล่ะ ปล่อยได้”เฉินเสียนเผลอคลายนิ้วมืออย่างลืมตัว ดังนั้นจึงกลายเป็นว่านางได้ปล่อยโคมลอยด้วยกันกับซูเจ๋อโคมไฟลอยขึ้นไปอย่างช้าๆ ท้ายที่สุดก็ลอยขึ้นไปปนเปกับโคมไฟที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าเฉินเสียนมองไปยังดวงไฟที่อยู่ในระยะไกลๆ คิดในใจว่า หากความปรารถนาเป็นจริงได้ คงดียิ่งนักเธอไม่เคยมีความปรารถนาสิ่งใดเป็นพิเศษมาก่อน แต่บัดนี้สิ่งที่นางต้องการยิ่ง เพียงแค่อยากให้เจ้าน่องน้อยกลับมาอยู่ข้างกายเธอฉะนั้นเฉินเสียนจึงเขียนคำปรารถนาไว้บนโคมไฟว่า : ขอให้ลูกชายกลับมา810
นอกจากปล่อยโคมไฟตรงริมตลิ่งแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่ให้พวกเขาได้กินดื่มเที่ยวเล่นกันอีกมากมายในบรรดาการละเล่นทั้งหลาย บทกวี และทายปริศนาบนโคมไฟเป็นการละเล่นที่พบเจอได้บ่อยที่สุด คนเก่งๆ ที่มีพรสวรรค์ต่างไปรวมตัวกันอยู่จุดนั้นเฉินเสียนพบว่า ทั้งชายและหญิงที่อยู่ริมแม่นํ้าหยางชุน ต่างพากันสวมหน้ากากเช่นนี้ยิ