่วป๋าไหวอันนั้นจึงไม่ค่อยรู้เรื่องอันใดพ่ะย่ะค่ะ”
เวลานี้เขาจำต้องยอมรับความยอดเยี่ยมของฉู่สวินหยาง…
ฮ่องเต้ไม่ปล่อยเรื่องทั่วป๋าไหวอันทิ้งไปง่ายๆ แน่นอน พวกเขาสองฝ่ายไม่ว่าเป็นใครที่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ต่างก็จำต้องคิดหาทางรอดอย่างไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใด จนมาถึงเวลานี้ต่างก็ปัดแข้งปัดขากัน ยากที่จะมีเบาะแสร่องรอยเหลือไว้ หากถูกฮ่องเต้พบว่าทั้งสองสกุลนั้นแอบสู้กันในที่ลับใช้ทุกวิถีทางทั้งไม่เอาเล่ห์ก็เอาด้วยกล เกรงว่าไม่ว่าฝ่ายใดเขาก็ต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน
ดังนั้นเกมนี้ ไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้ ก็ล้วนต้องเหลือกับดักแฝงเอาไว้
ไม่ใช่ว่าวิธีการของเขาไม่ยอดเยี่ยม แต่เพราะโอกาสครั้งนี้ก็คือโยนเผือกร้อน ใครที่ไปโดนก็ต้องไม่สบายตัว
เนื่องจากฉู่ฉีเหยียนและฉู่ฉีเฟิงต่างก็หลบหลีกไม่คายความจริงออกมา ฉากนี้จึงเริ่มมีเค้าลางว่าจะจนมุม
ฉู่สวินหยางที่นั่งก้มหน้าตาหลบต่ำอยู่ด้านข้างมาโดยตลอด เวลานี้จึงเบ้ปากออกไปด้วยไม่เจตนากล่าวว่า “เมื่อวานฤกษ์คำนับของบ่าวสาวอยู่ในช่วงเย็น รอทั่วป๋าไหวอันสบโอกาสหลบหนีก็เข้าสู่กลางคืนแล้ว หากเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าและการแต่งหน้า ทหารเฝ้าประตูเมืองพวกนั้นก็จำเขาไม่ได้อยู่แล้ว คงจะให้เขาออกไปนอกเมือง ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากอันใด แท้จริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีคนในคอยช่วยเขาก็ได้? อย่างมากก็ให้ลูกน้องพวกนั้นปลอมตัวหลังจากนั้นก็แยกย้ายกันออกไป พอถึงด้านนอกแล้วจึงค่อยนัดรวมกันกั