นใหม่เท่านั้นเอง!”
“เสด็จปู่กำลังถามเรื่องสำคัญ อย่าได้พูดจาเหลวไหล!” ฉู่ฉีเฟิงกล่าวอย่างไม่ยินดี
ฉู่สวินหยางจึงเม้มริมฝีปากไม่พูดอะไรออกมาแล้ว
คำพูดที่นางกล่าวเมื่อครู่ฟังแล้วเหมือนกับเด็กอยู่บ้าง ทว่าฮ่องเต้เมื่อได้ฟังกลับทนไม่ไหวหัวเราะในลำคอ “เจ้าเด็กคนนี้ เป็นเจ้าที่ฉลาด!”
“หลานล่วงเกินแล้ว เรื่องตลกไม่กี่คำ ขอเสด็จปู่อย่าถือสาหม่อมฉันเลยนะเพคะ!” ฉู่สวินหยางกล่าวด้วยความอายก่อนจะหลุบตามองต่ำอีกครั้ง
ในขณะนั้นรุ่ยชินอ๋องที่จิบชาอู่หลงในมืออย่างเอื่อยเฉื่อยด้านข้าง เวลานี้จึงมีท่าทีค่อยๆ ช้าลง หลังจากนั้นท่าทางก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง วางถ้วยลงบนโต๊ะอย่างแรง กล่าวอย่างจริงจังว่า “ไม่ถูก!”
ท่าทีของทุกคนล้วนคล้ายกัน ต่างก็เงยหน้ามองไปที่เขาอย่างพร้อมเพรียงกัน
รุ่ยชินอ๋องครุ่นคิดพลางยืนขึ้น คำนับฮ่องเต้ กล่าวด้วยท่าทีหนักแน่น “ฝ่าบาท ถ้าหากกระหม่อมคาดไม่ผิด เวลาที่ทั่วป๋าไหวอันออกจากเมืองน่าจะไม่ใช่ช่วงเย็น เป็นไปได้ว่า ตั้งแต่เช้าเขาก็ฉวยโอกาสหนีไปแล้ว!”
ในใจของฮ่องเต้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คิดออกอย่างฉับพลัน เพียงแต่ในเวลานั้นยังไม่พูดใดๆ
ฉู่ฉีฮุยกลับออกอาการดีใจขึ้นมา รีบเร่งก้าวออกมาถามด้านหน้า “ท่านปู่พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
หากทั่วป๋าไหวอันไม่ได้หายตัวไปในช่วงเย็น เช่นนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาแล้ว
“ก็เหมือนกับที่ฉู่สวินหยางพูดมาสักครู่นี้ ค่ำมืดดึกดื่น หากมีคนใช้โอก