ฉู่สวินหยางก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ตักน้ำล้างหน้าพลางเอ่ยถาม “แผนร้ายแดงออกมาแล้วหรือ?”
“เจ้าค่ะ!” ชิงหลัวพยักหน้า ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ก็ก้มหน้าก้มตาอย่างหวาดระแวงเล็กน้อย “เช้าตรู่วันนี้องค์ชายห้าแห่งโม่เป่ยมิได้พาเจ้าสาวเข้าวังไปไหว้บุพการี หัวหน้าขันทีหลี่ส่งคนไปถาม สุดท้าย…เขาไม่อยู่ในจวนแล้วเจ้าค่ะ”
เนื่องด้วยว่าจะจัดงานมงคล ฮ่องเต้จึงสั่งรุ่ยชินอ๋องให้จัดคฤหาสน์หลังหนึ่งในพระนครให้กับทั่วป๋าไหวอันชั่วคราว
“ส่งคนไปหาแล้วหรือ?” ฉู่สวินหยางถามอย่างไม่ร้อนรน
เรื่องนี้ นางเองก็คิดไว้อยู่แล้ว ยามนี้ตระกูลโม่เป่ยกำลังวุ่นวาย คนทะเยอทะยานป่าเถื่อนอย่างทั่วป๋าไหวอันจะยอมให้ฮ่องเต้คุมตัวไว้ที่นี่? เขาจะต้องคิดหาวิธีหนีออกไปอย่างแน่นอน
และคืนวานก็จัดงานมงคลอีก นับเป็นโอกาสดีที่หายากนัก
“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ปิดเมืองทั้งเมือง ยามนี้กองกำลังรักษาพระนคร กองพลทหารราบรวมถึงกองทหารองครักษ์ต่างก็ออกไปล้อมรอบคฤหาสน์เมืองเฉิงตงและค้นทั่วเมืองแล้วเจ้าค่ะ!” ชิงหลัวเอ่ย
ฉู่สวินหยางมีท่าทีเงียบสงบต่อเรื่องนี้มาโดยตลอด ราวกับไม่ค่อยจะสนใจ
ชิงหลัวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยพูดอย่างอดไม่ได้ “ท่านชายจ่างซุน…โดนเรียกเข้าวังไปตั้งแต่รุ่งเช้าแล้วเจ้าค่ะ!”
“หืม?” ฉู่สวินหยางชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็หยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดหน้าต่อไปเหมือนไม่มีอะไร รอจนจัดการตัวเองเสร็จจึงเอ่ย “หมายความว่าอย่างไร?”
ชิงหลัวยิ้มแห้งๆ เอ่ย “เย็นวานนี้