มจะรุกไปแนบริมฝีปากของนาง
ฉู่สวินหยางเห็นเขาทำท่าแข็งทื่อเหมือนกับโลงศพเช่นนี้ครั้งแรก จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเพราะการกระทำฉวยโอกาสของตนทำให้เขาโกรธ จึงรีบถอนตัวเตรียมจะหนีไปด้วยสีหน้าแดงก่ำ
ตรอกนี้เดิมก็แคบอยู่แล้ว ม้าตัวนั้นของเหยียนหลิงจวินรู้นิสัยคนแต่กลับไม่รู้ความรู้สึกคน ผ่านไปครู่ใหญ่ ถ้าไม่ใช่เขาสั่งให้ออกไป ถึงจะทิ้งบังเหียนไปอย่างไรมันก็ยังเดินตามอยู่ดี ฉะนั้นตอนนี้ม้านิลที่นามว่า ‘เปินเหลย’ จึงยืนอยู่ด้านหลังนางตลอดอย่างพอดิบพอดีโดยไม่รู้ใจแม้แต่นิดเดียว
สองคนหนึ่งอาชา ทำให้ตรอกนี้แน่นขนัด ในยามเดียวกันก็ปิดทางที่ฉู่สวินหยางเตรียมจะหนีไปด้วย
ฉู่สวินหยางถอยไปก้าวหนึ่ง หลังก็ชนกับตัวแข็งๆ ของเปินเหลยที่อยู่ด้านหลังแล้ว
ส่วนเหยียนหลิงจวินแม้จะความรู้สึกช้าอย่างไร แต่ตอนนี้ก็พอให้เขารู้สึกตัวดึงสติกลับมาแล้ว
เขารีบก้าวมาด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เท้าแขนไปที่หลังม้า หนึ่งคนกับอีกหนึ่งอัศวยิ่งทำให้พื้นที่ว่างระหว่างนั้นเหลือน้อยลงไปอีก ส่วนนางก็โดนขังอยู่ในนั้น
เหยียนหลิงจวินมองลงมา นัยน์ตาสีเข้มนั้นจ้องเขม็งมาที่ใบหน้าของนาง
ฉู่สวินหยางรู้สึกว่าสีหน้าของเขาแดงมากเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขินหรือเพราะโกรธ แต่ที่แน่ๆคือระยะห่างที่แสนใกล้และสายตาของเขาจ้องมาเช่นนี้ทำเอาฉู่สวินหยางใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ม้าข้างหลังตัวนั้นโดนคนใช้เป็นที่วางมือก็ไม่รู้จักหลบ ได้แค่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมและยั