ช้เวลาไม่นานมากเท่าไหร่ แต่ใบหน้าของเขากลับพะอืดพะอมขึ้นอย่างฉับพลัน
เมื่อเห็นฉู่สวินหยางและฉู่อี้อันค่อยๆ เดินจากออกไปไกลแล้ว ชิงหลัวรู้สึกกระวนกระวายอยู่นานแล้ว จึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “ใต้เท้าเหยียนหลิง ท่านจะไปไหนหรือเจ้าคะ?”
ความหมายที่นางสื่อออกมา กลับยิ่งส่งเสริมคำพูดที่ฉู่สวินหยางพูดขึ้นมาอย่างลวกๆ เข้าไปอีก
“ไม่ต้อง!” อับอายขายขี้หน้าชะมัด เหยียนหลิงจวินอารมณ์เสีย กระโดดลงจากลงรถม้าอย่างเย็นชา หันหลังไปแล้วกระโดดขึ้นหลังม้า จากนั้นบังคับม้าให้เดินออกไปอีกฝั่ง
ฉู่สวินหยางอยู่กับฉู่อี้อัน เขาเองจะตามไปลากตัวนางมาไม่ได้หรอกมั้ง?
อีกอย่างเมื่อครู่ฉู่อี้อันทำเป็นไม่เห็นพฤติกรรมเสียมารยาทของเขา ที่กำลังรั้งรถม้าของวังบูรพาไว้อยู่ นั่นหมายความว่ายังไงกันแน่?
ใต้เท้าเหยียนหลิงนั่งเชิดหน้าชูคออยู่บนหลังม้า มองแล้วช่างสง่างามเหลือเกิน ยังคงให้ความรู้สึกสบายไร้ซึ่งพันธะ แต่ชิงหลัวที่อยู่ด้านหลังมองด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ รู้สึกราวกับว่าแผ่นหลังของคนที่นั่งสั่นอยู่บนม้านั้นเงียบเหงาและทุกข์ใจอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อชิงเถิงรู้สึกตัวขึ้น ก็รีบลุกขึ้นมาเปิดประตูมองออกไป นึกคิดอยู่นาน แต่ก็อดไม่ได้ จนสุดท้ายเขยิบเข้าใกล้ไปถามชิงหลัวไขข้อสงสัยในใจ “นี่! เจ้าว่าใต้เท้าเหยียนหลิงกับท่านหญิงของพวกเราสนิทกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่ต้องพูดถึงเรื่องมาหาถึงที่ แต่ชื่อเล่นของท่านหญิง…ข้าจำได