นพี่ เหตุใดจึงขึ้นมานั่งรถคันนี้ล่ะ?”
“ก่อนหน้านี้ข้าดื่มสุราในงานเลี้ยงมากไปหน่อย อยากจะยืมรถม้าของเจ้าพักผ่อนสักครู่” ฉู่ฉีเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม เข้ามาก่อนจะจัดแจงหาที่นั่งลง
ฉู่สวินหยางมีท่าทีเหนื่อยหน่าย จึงไม่มีอารมณ์ต่อกรกับเขา ทั้งยังคลำหาหมอนนุ่มแถวนั้นโยนส่งให้เขาไปพลาง
ฉู่ฉีเฟิงรับไว้ ก่อนจะนำไปซ้อนพิงด้านหลัง
ฉู่สวินหยางรินชาส่งให้เขา ทั้งยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา
ฉู่ฉีเฟิงยกถ้วยชากระเบื้องลายครามชั้นดีขึ้นมาจิบอย่างช้าๆ สายตาที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มเอาแต่จ้องมองไปที่ใบหน้านางไม่หยุด
ภายใต้แสงตะเกียง นางหรี่ตาลง ขนตาที่งอนยาวซ้อนทับกันเป็นเงา ปกคลุมดวงตาไปเกือบครึ่ง ทำให้มองเห็นแววตานั้นไม่ชัด ขบเม้มริมฝีปาก ไม่ปริปากพูดใดใด
เป็นลักษณะท่าทางที่นางมักจะทำในเวลาโมโห แม้แต่นางเองก็สังเกตไม่เห็นถึงความคุ้นชินนี้
ไม่เปิดเผย ไม่แสดงอะไรออกมา แต่เมื่อพบเจอแล้วกลับทำให้รู้สึกปวดหัว
นานแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ได้เห็นเด็กคนนี้อารมณ์เสียอย่างนี้?
สายตาฉู่ฉีเฟิงยังตรึงอยู่ที่ใบหน้า ในดวงตาส่องประกายความอ่อนโยน ค่อยๆ จมดิ่งลงไป ย้อนคิดกลับไปในอดีต
ครั้งที่แล้วที่นางโกรธจนไม่สนใจใครไปหลายวัน เป็นเพราะปีนั้นหลังจากที่เขาหลบอยู่ในอุโมงค์สวนดอกไม้ตำหนักโซ่วคัง ไม่ให้นางได้พบเจอ นางก็ร่ำไห้สะท้านฟ้าสะเทือนดินต่อหน้าผู้คนมากมาย ครั้งนั้นที่นางออกมาจากวังก็ไม่มองหน้าเขาถึงห้าวันเต็มๆ ทั้งยังไม่ยอมพูดกับเขาส