ต้ เมื่อเขามองไปก็เห็นเพียงแค่ร่างพรางๆ ของนางอยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่ในบรรดาสตรีที่แต่งองค์ทรงเครื่องจำนวนมาก กลับมีเพียงเงาของนางที่สะดุดตา พอเหลือบตามองในสายตามีเพียงนางผู้เดียว ถึงแม้จะมองสีหน้าอารมณ์ไม่ชัดนัก แต่ภาพเงานางติดอยู่ในสมองไม่ลืมเลือน และในขณะที่นางพูดคุยอยู่ไม่ว่านางจะยิ้มหรือขมวดคิ้วอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนตรึงตรา ตรึงใจ
เน่ยซื่อ[1]ที่ให้ไปนำเหล้ามาผ่านไปนานก็ยังไม่กลับมา ทันใดนั้นเหยียนหลิงจวินใจลอยทั้งสงบนิ่ง เฉินเกิงเหนียนรินเหล้าตั้งนานใจร้อนรอไม่ไหวทั้งรู้สึกว่าช่างน่าเบื่อ จากนั้นก็ยกแขนเสื้อขยับไปข้างๆ เหยียนหลิงจวิน ขยิบตายักคิ้วดึงคอเขา แล้วหันหน้ามองเข้าไปในท้องพระโรงพลางเอ่ย “จวินอวี้ ภรรยาเจ้าอยู่ไหนรึ? นางคือคนไหนเล่า? ข้าแก่มากแล้วแขนขาไร้เรี่ยวแรงจะไปไหนก็ลำบาก เจ้าชี้ให้เรายลโฉมได้หรือไม่”
เหยียนหลิงจวินเก็บเหล้าที่เหลือไว้ไม่ให้เขาดื่ม เวลานี้เขารินชาเอง พอได้ยินก็สำลัก ชาหนึ่งถ้วยก็คว่ำหกราดเต็มตัวเขา เขาโกรธจนอยากที่จะเอาถ้วยชานั้นเขกหัวเฉินเกิงเหนียน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนแอบหัวเราะเบาๆ
“ภรรยาที่ไหนรึ?” ฉู่อี้เจี่ยนเอ่ย ไม่รู้ว่าใบหน้าที่หัวเราะใกล้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ มือข้างหนึ่งถือกาหยกอีกข้างถือจอกทองยืนอยู่ด้านหลัง เขาสนใจสายตาทั้งสองคนที่กำลังมองไปในท้องพระโรงพลางพูดว่า “เหยียนหลิงท่านมีหญิงที่ชื่นชอบแล้วรึ? เป็นบุตรสาวจวนไหน? ชี้ให้ข้าด