“ทั่วป๋าไหวอัน เจ้าบังอาจมาก!” ซูหลินเป็นคนแรกที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนตบโต๊ะลุกขึ้นมา “ฝ่าบาทของข้าเป็นผู้มีปรีชาสามารถจะทำพฤติกรรมชั้นต่ำแบบนั้นได้อย่างไร? เจ้ากล้าจาบจ้วงในงานเลี้ยงราชสำนัก ข้าว่ามันก็ชัดเจนแล้วว่าโม่เป่ยแอบคิดคดและมีเจตนาเอาใจออกห่างตั้งนานแล้ว!”
“เรื่องมาถึงขั้นนี้ ก็แล้วแต่ว่าเจ้าจะคิดยังไง!” ทั่วป๋าไหวอันเผชิญหน้าและไม่สนใจคำครหาของเขาโดยสิ้นเชิง ยิ้มเยาะว่า “ถึงยังไงที่นี่ก็เป็นเขตของพวกเจ้าชาวซีเยว่ ข้าก็อยู่ที่นี่ จะฆ่าจะแกงก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้า!”
“เจ้ามันบ้าระห่ำมาก!” ฉู่อี้อันก็ทนไม่ไหวจนโมโหขึ้นมาเหมือนกัน
ฉู่ฉีเหยียนที่อยู่ข้างๆ คิ้วกระตุก กำลังชั่งใจว่าควรหรือไม่ควรก้าวออกมา ก็เห็นหลี่หลินเดินหน้าซีดเข้ามาจากประตูด้านข้างบานนั้น
ฉู่ฉีเหยียนเลิกสนใจทั่วป๋าไหวอันไปชั่วขณะ รอแค่หลี่หลินเดินมา ทว่าพอกวาดสายตาไปจึงเห็นว่าระหว่างนิ้วมือนั้นอาบไปด้วยสีแดงของเลือดซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยาวของเขา
“ใช้ดาบรึ?” ฉู่ฉีเหยียนกดเสียงต่ำลงถาม นัยน์ตาทอประกายความโหดเหี้ยมอย่างเบาบาง แตกต่างจากสีหน้าที่อดกลั้นอารมณ์อันพลุ่งพล่านตอนนี้โดยสิ้นเชิง
“ข้าน้อยบกพร่องในหน้าที่ เจี่ยงลิ่วรับมือยากเกินไป นางคนนั้นออกจากวังไปแล้วขอรับ” หลี่หลินกล่าวอย่างละอายใจ “ไม่รู้ว่าคนด้านนอกจะขวางนางไว้ได้หรือไม่!”
“คงยากแล้ว!” ฉู่ฉีเหยียนตอบเสียงเย็น
เขาอุตส่าห์เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า จัดเตรียมให