่องไม่ควรเช่นนี้ได้ แต่ถ้าหากสมคบคิดกับชาวโม่เป่ยล่ะก็…”
เหยียนหลิงจวินไม่สะทกสะท้าน เพียงแค่มองเขาและยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สาอย่างกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเองเท่านั้น
ทั่วป๋าไหวอันหน้าเปลี่ยนสีทันที เอ่ยอย่างเดือดดาลว่า “พวกเจ้าหาเหตุเพิ่มโทษให้ข้า ตอนนี้น้องสาวของข้าก็ถูกพิษยังไม่ได้สติเหมือนกัน พวกเจ้าเป็นหมอ แต่นอกจากจะไม่คิดช่วยแล้วยังซ้ำเติมอีก เพิ่มโทษไม่ดูตาม้าตาเรือ คิดจะเล่นงานเลือดเนื้อเชื้อไขของฝ่าบาทให้ถึงตายเลยรึไง? ตาแก่ เจ้าเจตนาจะทำการใดอีก?”
หมอคังถูกเขาด่าจนโมโห ย้อนถามว่า “ข้าไม่รักษาคนนอกที่มีเจตนาร้ายจนยากที่จะรู้ได้!”
เพียงเอ่ยประโยคนี้ออกไป ฮ่องเต้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างยากที่จะสังเกตเห็น
“คนนอก!” พลันทั่วป๋าไหวอันก็ยิ้มหยัน และไม่สนใจขนบธรรมเนียมอะไรของซีเยว่อีกต่อไป ลุกขึ้นมาอุ้มทั่วป๋าหรงเหยาไว้แล้วจะเดินออกไปจากห้องอุ่น “ได้ เช่นนั้นคนนอกอย่างพวกเราก็จะไม่อยู่ที่นี่ให้ลำบากอีก ฝ่าบาทจะไม่สนความเป็นตายของเด็กก็ได้ แต่กระหม่อมไม่อาจเมินเฉยต่อความเป็นตายของน้องสาวตนเองได้ เรื่องวันนี้ถือว่าโม่เป่ยเคราะห์ร้ายเอง ขอฝ่าบาทโปรดเปิดทาง พวกกระหม่อมจะออกไปเดี๋ยวนี้!”
เขาออกเดินโดยไม่รอฮ่องเต้รับสั่งด้วยซ้ำ แต่ก็ออกไปไม่ได้ เหล่าองครักษ์กรูกันล้อมเข้ามาโดยพร้อมเพรียง ทวนยาวปิดตายขวางทางที่จะไป!
“อะไรกัน?” ทั่วป๋าไหวอันหันกลับมา นัยน์ตาทอดมองฮ่องเต้ที่นั่งอยู่อย่างเ