นางเอียงศีรษะไปเผยใบหน้าให้เขาเห็นแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าหากเจ้ามีฝีมือก็ลากตัวเขาออกมาให้ได้ก็พอแล้ว ข้าจะตั้งตาคอย”
ฉู่ฉีเหยียนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ความอึดอัดคับข้องใจอัดแน่นอยู่เต็มอก
ใครๆ ต่างก็รู้ว่าการปรากฏตัวของเหยียนหลิงจวินพอเหมาะพอเจาะเกินไป และต่างรู้สึกว่าคนๆ นี้ลึกลับจนยากจะคาดเดา เบื้องหลังต้องมีไพ่ตายที่ไม่ให้ใครรู้อีกแน่ แต่สืบสวนไปก็ไม่ได้เบาะแสอันใด
ฉู่สวินหยางพูดมาแบบนี้แสดงว่ามีที่พึ่งพิงจึงไร้ซึ่งความหวาดกลัว เห็นทีว่าเรื่องคราวนี้เขาคงยื่นมือไปช่วยไม่ได้แน่
“อย่างที่เจ้าว่ามา ยังไงหมาจิ้งจอกก็ต้องโผล่หางออกมาสักวัน เช่นนั้นพวกเราคอยดูแล้วกัน!” ฉู่ฉีเหยียนกล่าว แม้สีหน้าจะแสดงออกอย่างเย็นชา แต่กลับมีรอยยิ้มนิ่งขรึมปรากฏออกมา
เขามองฉู่สวินหยางเพียงครั้งเดียว แล้วเลิกชายเสื้อขึ้นและหันตัวเดินกลับเข้าตำหนักไป
ฉู่สวินหยางยังคงยืนอยู่ตรงกำแพงอีกด้านที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน แสงบริเวณนี้ค่อนข้างมืดสลัว ทำให้กว่าครึ่งใบหน้าของนางซ่อนอยู่ในเงาของกำแพงจึงมองเห็นไม่ชัดนัก
จนกระทั่งเงาของฉู่ฉีเหยียนออกห่างไปไกลแล้ว จึงมีคนรูปร่างเตี้ยเดินฝ่าดอกไม้ที่บานสะพรั่งออกมาจากหลังดงต้นเหมยที่อยู่ตรงหน้าฉู่สวินหยางพอดี
ฉู่สวินหยางยังคงยืนอยู่บนระเบียงทางเดินนั้นไม่ขยับเขยื้อน