ฉู่สวินหยางหันมางับประตูปิด แล้วเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับฉู่ฉีเฟิง นางไม่อ้อมค้อมก็เปิดปากเข้าประเด็นทันที “ท่านพ่อต้องการให้พี่รองแทรกซึมเข้าไปในกองทัพ แล้วหาทางควบคุมทหารเมืองฉู่สองแสนนายใช่หรือไม่?”
ฉู่สวินหยางเป็นคนเฉลียวฉลาด นางคาดเดาแผนการนี้ของฉู่อี้อันออก ฉู่ฉีเฟิงไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
เขาเม้มปาก ก่อนจะเอ่ยตามจริงว่า “แม่ทัพฮั่วเป็นคนของท่านพ่อ เรื่องนี้ข้าเจ้าล้วนรู้ดี ส่วนฝ่าบาททางนั้นแม้ตอนนี้จะยังไม่ทันสังเกต แต่ในใจก็ระวังแม่ทัพฮั่วอยู่ตลอด มากสุดไม่เกินสามปี ฃแม่ทัพฮั่วต้องถูกฝ่าบาทบีบให้เกษียณตัวเองแล้วถูกส่งกลับเมืองหลวง ถึงเวลานั้นค่อยเปลี่ยนแม่ทัพคนใหม่ ต่อให้เป็นท่านพ่อก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว ดังนั้นต้องรีบฉวยโอกาสเสียตอนนี้ ตอนที่แม่ทัพฮั่วยังพอช่วยดึงใจคนได้ ให้พวกเขาเข้าเป็นคนของวังบูรพาด้วยความเต็มใจ”
“ท่านพี่หมายถึง…” ฉู่สวินหยางหยุดคิด อารมณ์ในดวงตายิ่งเข้มลึกมากยิ่งขึ้น “ช่วงนี้สถานการณ์ศึกที่เมืองฉู่อาจจะเลวร้ายลงอีก?”
หากคิดจะผลักผู้คุมทัพคนใหม่ออกไป วิธีที่ได้ผลที่สุดคือสร้างสถานการณ์ให้เพลี่ยงพล้ำ ให้เขาเสียความน่าเชื่อถือ
ฉู่ฉีเฟิงพยักหน้าอย่างคลุมเครือ แต่ก็ไม่ปิดบัง “ก่อนกลับมาข้าวางแผนกับแม่ทัพฮั่วเอาไว้แล้ว ถึงเวลานั้นเขาจะเสนอให้โจมตีค่ายของศัตรู ฉวยโอกาสคืนส่งท้ายปีเก่าที่ทุกคนคลายความระวังตัว ตอนนั้นจะชนะให้สวยงามสักหน่อยไม่ใช่เรื่องยาก แต่เวลาเด