ียวกันก็ต้องยั่วยุให้พวกหนานฮวาบ้าคลั่งคิดแก้แค้น ผู้คุมทัพคนใหม่เป็นพวกมองสูงแต่ไร้ความสามารถ ย่อมต้องเอาแต่ภาคภูมิใจกับชัยชนะที่อยู่เบื้องหน้า ขอเพียงแม่ทัพฮั่วเล่นอุบายนิดหน่อย เขาคงจะหลงกลได้ไม่ยาก”
ผู้คุมทัพคนใหม่เป็นบุตรชายคนรองของจวนหลัวกั๋วกงซึ่งเป็นญาติฝั่งแม่ของฮองเฮา ฮ่องเต้เลือกใช้คนผู้นี้ หนึ่งเพราะให้เกียรติฮองเฮาหลัว สองเพราะคนผู้นี้มีความกล้าหาญมากกว่าความฉลาด ง่ายต่อการควบคุม
“หากว่าหลัวอี้เป็นอะไรไป เกรงว่าฮองเฮาคงไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ!” ฉู่สวินหยางกังวล
ฮองเฮาหลัวผู้นี้ หากว่าใครไปล้ำเส้นเข้า ก็จะกัดไม่ยอมปล่อยเลยทีเดียว
“วางใจเถอะ ไม่ปล่อยให้เขาตายหรอก เพียงแต่…” ฉู่ฉีเฟิงตบหลังมือของนาง ส่งสายตาให้เป็นเชิงปลอบโยน ก่อนมีแสงวูบผ่าน นัยน์ตาพลันถูกเคลือบด้วยความเย็นเยือกบางๆ ชั้นหนึ่ง เอ่ยเสียงเย็นว่า “ทหารสามพันนายที่ติดตามเขาไปคงไม่อาจให้รอดกลับมา”
ฮ่องเต้สั่งการว่า ให้ใช้ทหารรักษาประตูเมืองของพระองค์คอยคุ้มครองหลัวอี้ เรียกให้น่าฟังก็คือปกป้อง ความจริงนั้น…
หนึ่งเพราะง่ายต่อการบงการหลัวอี้ สอง…
ก็เป็นเหมือนดาบคมปลาบที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะฮั่วกัง คอยจับตามองความเคลื่อนไหวเขาทุกขณะ
“หากว่าท่านพ่อคาดเดาไม่พลาด หลัวอี้เป็นเพียงฉากหน้าหลอกตาเท่านั้น ทหารสามพันนายต่างหากที่เป็นอาวุธสังหารตัวจริง!” ฉู่ฉีเฟิงกล่าว ทุกคำฟังแล้วหนาวเยือก
ฉู่สวินหยางได้แต่ส่งยิ้มขื่น “ยิ่งอายุ