มากเท่าไร โรคหวาดระแวงของเขาก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกที”
เขาที่พูดถึงนั้น ย่อมหมายถึงฮ่องเต้
“นั่นสินะ!” มุมปากของฉู่ฉีเฟิงกระตุกขึ้นคล้ายเย้ยหยัน นิ้วมือก็เคาะที่วางแขนของเก้าอี้ไปพลางๆ
เงียบไปพักใหญ่ ฉู่สวินหยางก็คิดเรื่องๆ หนึ่งขึ้นมาได้ “ไปแตะต้องทหารของพระองค์เข้า กลัวว่าแม่ทัพฮั่วอาจจะโดนหางเลขไปด้วย?”
“แม่ทัพฮั่วมีความดีความชอบ แต่ให้การศึกครั้งแรกจะสะเพร่าตกหล่น แต่เมื่อหักล้างกับผลงานแล้ว คงไม่มีโทษหนักถึงชีวิต มากสุดก็คงถูกเรียกตัวกลับเมือง เลี้ยงดูเอาไว้ก็เท่านั้น” ฉู่ฉีเฟิงตอบ เห็นชัดว่าได้คำนวณผลดีผลเสียทุกอย่างเอาไว้แต่แรกแล้ว
เขาเหลือบตามองฉู่สวินหยางทีหนึ่ง กล่าวว่า “ให้เขาคืนกำลังทหารเร็วหน่อยก็เป็นเรื่องดี ไม่เช่นนั้น เพื่อหาทางกันเขาไม่ให้เข้าร่วมกับพรรคพวกใดในราชสำนัก พระองค์ต้องใช้การแต่งงานของคุณหนูสกุลฮั่วมาเป็นเครื่องมือแน่ เจ้าก็รู้นี่ว่าแม่ทัพฮั่วรักครอบครัวของเขาขนาดไหน”
ฮั่วกังรับราชการทหารแต่เด็ก บุกบั่นไปทั่วทั้งเหนือใต้ อายุพ้นสามสิบปีมาแล้วถึงได้มีฮั่วชิงเอ๋อร์ลูกสาวคนนี้ นอกนั้นก็ไม่มีใครอื่นอีก เขาจึงรักใคร่หวงแหนนางเหลือเกิน
ฉู่สวินหยางขบคิด กลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่หมากที่สมควรเดินเท่าไร
“ในเมื่อพี่กับท่านพ่อตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะไม่กังวลใจอีก” เมื่อคิดตก ฉู่สวินหยางก็ส่งยิ้มหวานมาให้ จากนั้นก็ดึงแขนเสื้อขึ้น จุ่มนิ้วลงในถ้วยชาแล้วตวัดนิ้วว่องไวลากเส้นง่