“สองพี่น้องนั่น ไม่ใช่ธรรมดาจริงๆ” เหยียนหลิงจวินเอ่ย น้ำเสียงเจือกระแสยั่วเย้าหลายส่วน
“ใช่สิ หากเปลี่ยนให้คนอื่นมาตกอยู่ในสถานการณ์อย่างฉู่หลิงอวิ้น แค่ความกล้าจะมีชีวิตอยู่ต่อก็ยากแล้ว ไหนเลยจะมีกระจิตกระใจไปวางอุบายเล่นงานผู้อื่นอีก?” ฉู่สวินหยางหันกลับไปมอง เอ่ยเห็นด้วยกับเขา
เหยียนหลิงจวินสบตานาง อดจะหัวเราะไม่ได้ “ดูจากแต่ละเรื่องที่นางทำกับเจ้าก็พอจะมองออก ซูหลินผู้นั้นเดิมก็ไม่ใช่คนใจกว้างอะไร ต่อให้ฉู่ฉีเหยียนพี่น้องไม่ลงมือ ฉู่หลิงซิ่วก็ไม่มีทางอายุยืนอยู่แล้ว แค่เพียงว่า…”
ระหว่างที่พูด สายตาเขาก็พลันเข้มลึกขึ้น “นางจะตายเงียบๆ ที่จวนอ๋องฉางซุ่นในภายหลัง หรือว่าตายอยู่ที่นี่ขณะที่ข่าวยังไม่เงียบ สำหรับฮ่องเต้ที่ออกราชโองการลงมาผู้นั้น ช่างมีความหมายแตกต่างกันมากเหลือเกิน”
ฉู่สวินหยางค่อยๆ คิดตาม
ตรงนี้เป็นถิ่นของจวนอ๋องหนานเหอ สองคนไม่อาจรั้งตัวอยู่นาน ตามองสบกันทีหนึ่งก่อนจะขี่ม้าจากไป
ระหว่างทาง ฉู่สวินหยางก็เอ่ยประเด็นก่อนหน้านี้ต่อว่า “ฝ่าบาทเพิ่งจะออกราชโองการ หากว่าฉู่หลิงซิ่วต้องตายเพราะอุบัติเหตุหรือว่าป่วยหนักจริงๆ จากนิสัยหวาดระแวงของพระองค์ สกุลซูต้องตกอยู่ในอันตรายแน่ ฉู่ฉีเหยียนเป็นคนทำอะไรรวบรัดเด็ดขาด เหตุการณ์เลยเถิดมาถึงจุดนี้ เขาคงจะมองออกว่าไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสกุลซู เช่นนั้นจึงต้องเลือกเดินหันหลัง ในเมื่อไม่อาจได้รับการสนับ