งอยู่จึงออกแรงบีบเบาๆ ดึงสติของนางกลับมา ก่อนจะยื่นแขนไปหานาง เอ่ยบอก “มานี่สิ!”
ฉู่สวินหยางงุนงง แต่บางทีอาจเป็นเพราะปฏิกิริยาของร่างกาย นางจึงยื่นมือส่งให้ก่อนสองแขนของเขาจะรับนางมาอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกัน
มือของฉู่สวินหยางคล้องคอเขาอยู่ เขาอุ้มนางมาวางไว้ที่กลางอกเขา ก่อนจะดึงผ้าคลุมผืนใหญ่มาห่มให้
หน้าหนาวปลายปี ถนนที่พวกเขาเดินผ่านช่างเงียบเหงา จึงไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเห็น
ฉู่สวินหยางพิงอยู่กับอกเขา ยิ้มตาหยีแล้วเงยหน้าถามว่า “เจ้ายังมีคำที่อยากปลอบใจข้าอีกหรือ? พูดมาสิ ข้าจะฟังทั้งหมดแหละ!”
เหยียนหลิงจวินเห็นนางเปลี่ยนอารมณ์ได้อย่างว่องไว ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกทั้งโมโหและขบขัน เรื่องในอดีตที่ผุดเข้ามากลางหัวใจจึงค่อยๆ สลายไปด้วย
เขายกมือขึ้นวางบนศีรษะก่อนจะขยี้ผมหน้าม้าของนางแรงๆ คล้ายเป็นการทำโทษ
ฉู่สวินหยางหัวเราะเสียงดัง มุดหน้าซุกอกเขาพร้อมกับผมที่ยุ่งเหยิงเพื่อหลบหลีก
เหยียนหลิงจวินเห็นท่าทางเหมือนเด็กๆ ของนางก็กลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ เอ่ยอย่างจนปัญญาทั้งเอ็นดูว่า “ไม่รู้นิสัยแบบนี้ของเจ้าได้ใครมาใคร ไม่คิดอะไรมากมายจริงๆ”
ฉู่สวินหยางโผล่หน้าออกมาจากอกเขา ใช้มือจับผมหน้าม้าของตัวเองเอาไว้อย่างรวดเร็ว ทางหนึ่งก็มุ่ยปากใส่อย่างไม่ค่อยสนใจว่า “คิดน้อยไม่ดีหรือไง? ข้ายอมเป็นแบบนี้ตลอดไปยังจะดีกว่า! พวกคนที่คิดซับซ้อนวุ่นวาย พวกนั้นไม่เหนื่อย แต่ข้าเบื่อจะตายชัก!”
ว่าแล้