วก็ถอนหายใจเฮือก ส่ายหน้าอย่างเศร้าใจ “เสียดายทำไม่ได้!”
ใต้หล้านี้มีเรื่องมากมายที่ไม่เป็นดั่งใจต้องการ ใช่ว่าอยากจะเลี่ยงแล้วจะเลี่ยงได้เสมอไป
เหยียนหลิงจวินมองนางอีกครั้ง ก่อนจะเบือนสายตาหนี
เขาจงใจเคลื่อนตัวผ่านถนนสายเล็กไปอย่างเชื่องช้า ภายใต้แสงแดดอบอุ่นกลางฤดูหนาว สองคนหนึ่งม้าเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่กลางตรอกไร้ผู้คน ม้าของฉู่สวินหยางเดินบ้างหยุดบ้างเป็นระยะ ใบหญ้าข้างกำแพงร้างสะบัดไหวตามแรงลม ลดความอ้างว้าง กลับดูเปล่งประกายภายใต้อาทิตย์ที่สาดส่อง
สองคนพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย หัวข้อสนทนาก็วนเวียนอยู่ในวงขุนนางผู้ดีในกำแพงเมืองหลวงแห่งนี้
สายตาของเหยียนหลิงจวินเหลือบมองหญิงสาวที่ขดตัวอยู่ในอกของเขาคล้ายกับแมวน้อยตัวหนึ่งเป็นพักๆ รอยยิ้มที่ยกขึ้นดูงดงามน่ามองขึ้นหลายส่วน ไม่ทันรู้ตัว ดวงหน้าก็เบ่งบานราวดอกไม้ ทิ่มแทงสายตาคนยิ่งนัก
“ใกล้จะสิ้นปีแล้ว!” ฉู่สวินหยางเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางพิงอกเขาอยู่ นิ้วก็พันเชือกผูกคอของผ้าคลุมเล่น
“อืม!” เหยียนหลิงจวินรับคำเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
“เจ้าจะกลับไปหรือไม่?” ฉู่สวินหยางครุ่นคิด แล้วเงยหน้ามองเขาอย่างอดไม่อยู่
เหยียนหลิงจวินได้ฟังคำถาม ก็ใจลอยไปพักหนึ่ง ในตอนนั้นเขาก็กำลังก้มหน้าลงมาพอดี
ด้วยความบังเอิญ วินาทีที่นางแหงนหน้าขึ้น คางของเขาก็กดลงมา ริมฝีปากนุ่มจึงปัดผ่านกันไป
สัมผัสแผ่วบาง เบาคล้ายขนนก และผ่านแวบไปคล้ายกับดาวตก
มันนุ่มนิ่