ฉู่สวินหยางทานอาหารกลางวันไปเพียงเล็กน้อย พอได้กลิ่นหอมโชยมาท้องก็ร้องโครกคราก นางหาได้รู้สึกอับอาย วางพู่กันไว้ที่ห่างออกไปแล้วถลกแขนเสื้อยื่นมือไปทางชิงเถิง เอ่ยพร้อมยิ้มตาหยีว่า “มีเพียงชิงเถิงเจ้าที่มีน้ำใจ รู้จักเป็นห่วงเป็นใยข้า!”
ชิงเถิงกลอกตาใส่นางอย่างเป็นปกติ แล้วถือถ้วยกระเบื้องเข้าไปหา
ฉู่สวินหยางนั่งดื่มน้ำแกงไก่อย่างหน้าชื่นตาบานอยู่หลังโต๊ะ ชิงเถิงยืนมองอยู่ด้านข้างอย่างจนปัญญา อยากจะเปิดปากพูดอยู่หลายครั้งแต่ก็ชะงักไปทุกที…
ท่านหญิงของนางก็เป็นเสียแบบนี้ นิสัยเหมือนกับเด็กๆ ที่ความคิดไม่ซับซ้อน แต่จะบอกว่านางไม่คิดอะไรเลยก็ไม่ถูก เพราะทุกครั้งที่เจอเรื่องหน้าสิ่วหน้าขวาน แผนการร้ายกาจแยบยลของนางก็ทำให้คนหวาดหวั่นในใจทุกครั้ง
ชิงเถิงได้แต่วุ่นวายใจอยู่ลำพัง ฉู่สวินหยางหาได้สนใจนาง เอาแต่ดื่มน้ำแกงไก่หอมฉุยอย่างเอร็ดอร่อย พอดื่มไปได้ครึ่งชาม ชิงหลัวก็เดินย่ำหิมะมาถึงที่ด้านนอกแล้ว
“ท่านหญิง!” ชิงหลัวผลักประตู ปัดหิมะบนเสื้อคลุมทิ้ง แล้วถึงค่อยก้าวข้ามประตูเข้ามา
ฉู่สวินหยางเห็นท่าทางของนาง ก็วางช้อนลงอย่างไม่รู้ตัว
ชิงหลัวเดินมาหา เริ่มประโยคด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจังในทันที “คนของสกุลจางเข้าวังไปแล้วเจ้าค่ะ!”
“หือ?” ฉู่สวินหยางค่อนข้างประหลาดใจ “เกิดอะไรขึ้น?”
หรือว่าฉู่ฉีเหยียนตกลงกับพวกนั้นไม่สำเร็จ?
“คนสกุลจางเข้าวังไปขอพระราชทานสมรสเจ้าค่ะ!” ชิงหลัวตอบ แล้วอธ