ิบายให้ละเอียดขึ้นว่า “ข้าได้ข่าวมาว่า ตอนเช้าซื่อจื่ออ๋องหนานเหอเป็นคนไปส่งจางอวิ๋นเจี่ยนกลับจวนอย่างลับๆ ด้วยตนเอง เขาอยู่ที่จวนนั้นครึ่งชั่วยาม คงเป็นไปตามที่ท่านหญิงคาดการณ์ไว้ สองสกุลทำข้อตกลงกันอย่างลับๆ แต่ว่า…”
ชิงหลัวเล่าๆ ไปก็หยุดชะงัก หัวคิ้วขมวดเบาๆ เอ่ยต่อเจือเสียงทอดถอนใจ
“ตอนบ่ายจางอวิ๋นเจี่ยนตื่นขึ้นมา เหมือนว่าคนจะมีปัญหาบางอย่าง!”
“มีปัญหาอะไร?” ชิงเถิงดวงตาเป็นประกาย ถามอย่างกระตือรือร้น
ชิงหลัวมองฉู่สวินหยาง เอ่ยต่อด้วยอารมณ์สงบนิ่ง “ซื่อจื่อซูน่าจะลงมือหนักไปหน่อย ฟาดคนจนสติเลอะเลือน เห็นว่าฟื้นขึ้นมาก็โวยวายใหญ่โต แม้แต่ติ้งเป่ยโหวกับฮูหยินก็ลืมไปเสียหมด”
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ…
จางอวิ๋นเจี่ยนถูกซื่อจื่อซูฟาดบานประตูใส่จนปัญญาอ่อนไปแล้ว?
ข่าวที่ชิงหลัวนำกลับมาแน่นอนว่าต้องผ่านการตรวจสอบมาแล้ว เมื่อมั่นใจว่าเป็นเรื่องจริงถึงจะรายงานต่อนางได้ ฉะนั้น เก้าในสิบส่วนคงไม่ใช่ข่าวลวงแน่ๆ
ยากที่จะเห็นฉู่สวินหยางเกิดอาการตะลึงไปพักใหญ่ ตอนที่ได้สติก็หัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ประตูบานนั้นของซื่อจื่อซู ช่างกะกำลังได้แม่นยำเสียจริง”
ชิงเถิงเบะปากใส่อย่างเหยียดหยาม “เช่นนั้นท่านหญิงดีใจหรือว่าไม่ดีใจล่ะเจ้าคะ?”
ฉู่สวินหยางกระพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจ
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า? จะดีใจหรือไม่ต้องไปถามฉู่หลิงอวิ้นโน่นสิ”
ชิงเถิงเห็นนางแสร้งโง่งม ก็ออกแรงเตะเท้าอย